CHAPTER 1 ความเชื่อในพระคริสต์

Sharing is caring!

Introduction  บทนำ
When you ask to become a Christian, you will probably be told to say a prayer that sounds something like this:
เมื่อคุณต้องการที่จะเป็นคริสเตียน คุณจะได้รับการบอกกล่าวให้อธิษฐานออกเสียงตามถ้อยคำที่บางทีอาจจะฟังดูคล้ายแบบนี้:

Lord Jesus Christ. I need You. Thank you for dying on the cross for my sins. I confess that I am a sinner. I ask the You forgive me. I believe in You and I want to receive You into my life as my Savior and Lord. Amen.
พระเยซูเจ้า ลูกต้องการพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความบาปของลูก
ลูกขอสารภาพว่าลูกเป็นคนบาป ลูกทูลขอต่อพระองค์ขอทรงโปรดอภัยให้แก่ลูก ลูกเชื่อในพระองค์และลูกขอต้อนรับพระองค์ เข้ามาในชีวิตของลูกเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าของลูก อาเมน

But do you know what it means to be a Christian or even understand how by saying a prayer like this can give a person salvation? In order to understand this, we must look at what God’s Word has to say.
แต่คุณไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นหมายถึงอะไร? หรือ ไม่แม้แต่จะเข้าใจว่าการพูดอธิษฐานทำนองนี้สามารถทำให้คนคนหนึ่งได้รับความรอดได้อย่างไร? เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งนี้ เราจะต้องเข้าไปดูที่พระวจนะของพระเจ้าที่มีกล่าวไว้

What does it mean to be a Christian?
การเป็นคริสเตียนหมายถึงอะไร?

• A Christian is one who is born again
• คริสเตียนคือผู้ที่บังเกิดใหม่อีกครั้ง

“In reply Jesus declared, ‘I tell you the truth, no one can see the Kingdom of God unless he is born again.’” (John 3:3)
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าคนใดไม่ได้เกิดใหม่ คนนั้นไม่สามารถเห็นแผ่นดินของพระเจ้า” (ยอห์น3:3)

Jesus answered, ‘I tell you the truth, no one can enter the Kingdom of God unless he is born of water and the Spirit.” (John 3:5)
“พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้” (ยอห์น 3:5)

Being born into a Christian family does not make one a Christian. Knowing all the stories in the Bible does not also mean that one is a Christian. Even if one goes to church regularly and tries to do good deeds, that does not make one a Christian. Even if one has received miraculous healing, that does not also make that person a Christian.

การเกิดในครอบครัวคริสเตียนไม่ได้ทำให้เราเป็นคริสเตียน การรู้จักเรื่องราวทั้งหมดในพระคัมภีร์ก็ไม่หมายความว่าผุ้นั้นเป็นคริสเตียน หรือแม้กระทั่งการไปโบสถ์สม่ำเสมอหรือการพยายามกระทำดี เหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผู้นั้นเป็นคริสเตียน หรือแม้แต่การรับการรักษาอย่างอัศจรรย์ก็ไม่ได้ทำได้ทำให้คนคนนั้นเป็นคริสเตียน

But a Christian must be born again. To be born again means to surrender oneself entirely over to Christ, not only as Savior but also as Lord and Master of our life. A divine exchange takes place in which our old self dies and a new self is spiritually birthed within us. For this to happen, there must be a conscious decision first to repent of our sins. To repent means to make a total switch of allegiance from self to Christ. We cannot say we are Christians and expect to live our life like we are still our own master and we can do anything that pleases us. Instead, we need to receive the Holy Spirit given to us by our Lord Jesus Christ so that the Spirit now leads and directs the affairs of our lives. Only then can we see our lives changed. Where once we have not been able to overcome a sinful habit, we will now find spiritual power to overcome it. Where once we are helpless against sins and temptations, there is now strength to resist and conquer them. This is new life in Christ.

แต่การเป็นคริสเตียนจำเป็นต้องได้รับการบังเกิดใหม่ การบังเกิดใหม่อีกครั้งหมายถึงการยอมจำนนตัวเองกลับใจอย่างแท้จริงต่อพระคริสต์ ไม่ใช่ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น แต่ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและในฐานองค์จอมเจ้านายในชีวิตของเราด้วย การเปลี่ยนแปลงโดยพระเจ้าจะเข้ามาแทนที่ในตัวตนเก่าของเราที่ได้ตายลงและตัวตนใหม่ซึ่งเป็นการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณได้กำเนิดขึ้นในเรา สิ่งนี้ที่เกิดขึ้นได้นั้น สิ่งแรกเราจะต้องตั้งสติตัดสินใจที่จะกลับใจจากความบาปของเราก่อน การกลับใจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากการพึ่งพาไว้วางใจตนเองไปเป็นการพึ่งพาและไว้วางใจในพระเจ้า เราไม่สามารถพูดได้ว่าเราเป็นคริสเตียนและคาดหวังที่จะใช้ชีวิตเหมือนดังเรายังคงเป็นเจ้านายตนเองและทำสิ่งต่างๆที่เราพอใจ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ เราจำเป็นต้องได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ประทานแก่เราโดยพระเยซูคริสต์อง๕จอมเจ้านายของเรา ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงนำและประทานทิศทางกิจการงานในชีวิตของเรา เพียงเท่านี้เราจะสามารถเห็นชีวิตของเราเปลี่ยนแปลง ไม่เคยเลยสักครั้งที่เราจะสามารถเอาชนะนิสัยแห่งความบาปได้ แต่เดี๋ยวนี้เราจะพบพลังฤทธิ์อำนาจในฝ่ายวิญญาณที่สามารถเอาชนะนิสัยบาปได้ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเราไม่มีความสามารถที่จะต่อต้านความบาปและการล่อลวงต่างๆได้ แต่เดี๋ยวนี้มีกำลังแข็งแรงที่จะต่อต้านและมีชัยชนะเหนือสิ่งต่างๆเหล่านี้ นี้คือชีวิตใหม่ในพระคริสต์

“Therefore if any man is in Christ, he is a new creation; the old has gone, the new has come.” (2 Corinthians 5:17)
“ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”
(2 โครินธ์ 5:17)

• A Christian is one who has a relationship with God
• คริสเตียนคือผู้ที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า

“Yet to all who received him, to those who believed in his name, he gave the right to become children of God.” (John 1:12)
“แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์ คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า” (ยอห์น 1:12)

When we receive Christ as our Savior and Lord, we enter into a new relationship with God. We are no longer separated from God, but we are reconciled to Him. We now belong to Him and have become children of God.

เมื่อเราได้ต้อนรับคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้าของเราแล้ว เราผ่านเข้าสู่ความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้า เราจะไม่ถูกแยกออกจากพระเจ้าอีกต่อไป แต่เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ ตอนนี้เราอยู่ในพระองค์และได้กลายเป็นลูกของพระเจ้า

“Now if we are children, then we are heirs – heirs of God an co-heirs with Christ, if indeed we share in his sufferings in order that we may also share in his glory (Romans 8:17)
“และถ้าเราเป็นลูกแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์ก็เพื่อจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย” (โรม 8:17)

    For this reason, a Christian is one who can relate with God. We call God, “our Father.” We speak to Him and He speaks to us. No other religion can promise such an intimate relationship with God except Jesus Christ who gives us His Holy Spirit when we believe in Him. For it is the Holy Spirit who enables us to relate with God as Father and we as His children.

ด้วยเหตุนี้คริสเตียนคือคนที่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดาของเรา.” เราสนทนากับพระองค์และพระองค์ก็สนทนากับเรา ไม่มีศาสนาอื่นใดที่สามารถสัญญาเช่นว่า ด้วยเรื่องความสัมพันธ์สนิทสนมใกล้ชิดกับพระเจ้ายกเลย ยกเว้นพระเยซูคริสต์ผู้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์เมื่อเราเชื่อในพระองค์ เป็นเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้าในฐานพระบิดาและเราในฐานที่เป็นลูกของพระองค์

“For you did not receive a spirit that makes you a slave again to fear, but you received the Spirit of sonship. And by him we cry, ‘Abba, Father.’ The Spirit himself testifies with our spirit that we are God’s children.” (Romans 8:15,16)
“เพราะว่าพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้นจะไม่ทรงให้ท่านเป็นทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่พระวิญญาณจะทรงให้ท่านมีฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า โดยพระวิญญาณนั้นเราจึงร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา (พ่อ)” พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเราว่า เราเป็นลูกของพระเจ้า” (โรม 8:15,16)

• A Christian has received forgiveness of sins
• คริสเตียนได้รับการอภัยความผิดของบาปต่างๆ

“If we confess our sins, He is faithful and just to forgive us our sins and purify us from all unrighteousness.” (1 John 1:9)
“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1: 9)

“For as high as the heavens are above the earth, so great is his love for those who fear him; as far as east is from the west, so far has he removes our transgressions from us.” (Psalm 103:11,12)
“เพราะฟ้าสูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาผู้ที่ยำเกรงพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น12ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดไปไกลจากเราเท่านั้น” (สดุดี 103:11,12)

 Whenever a person confesses his sins and asks God for forgiveness, God forgives him and cleanses him from aIl unrighteousness. This is possible because Christ paid the price for our sins by His sacrificial death on the cross. Hence, a Christian is not perfect because he is good; he is forgiven of his sins and therefore, he is clean. This righteousness is received by sheer grace; it is not a merit any man can claim by human effort. Forgiveness costs us nothing; but it costs Christ everything for our sake. There is no other way to obtain freedom from guilt and sins except by trusting in the sacrificial blood of Christ.

เมื่อใดก็ตามที่บุคคลหนึ่งสารภาพบาปของเขาและขอให้พระเจ้าให้อภัย พระเจ้าจะทรงให้อภัยเขาและชำระเขาให้สะอาดจากการอธรรมทั้งสิ้น สิ่งนี้เป็นไปได้เพราะพระคริสต์ทรงจ่ายราคาดเพื่อความบาปของเราโดยการเสียสละชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขน ดังนั้นคริสเตียนไม่ได้สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติเพราะเขาเป็นคนดี แต่เพราะเขาได้รับอภัยความผิดบาปของเขาและดังนั้นเขาจึงถูกชำระให้สะอาด ความชอบธรรมนี้จะได้รับโดยพระคุณที่แท้จริง; มันไม่ได้เป็นบุญของคนหนึ่งคนใดที่จะสามารถอวดอ้างได้ว่ามาจากความพยายามของมนุษย์ เราไม่ได้จ่ายราคาอะไรเลยสำหรับการให้อภัย แต่พระเยซูคริสต์ทรงจ่ายราคาทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของเรา ไม่มีทางอื่นใดเลยที่จะได้รับอิสรภาพจากความผิดและความบาปยกเว้นโดยการวางใจในพระโลหิตของพระคริสต์ที่เสียสละเป็นเครื่องบูชา

“But he was pierced for our transgressions, he was crushed for our iniquities; that punishment that brought us peace was upon him, and by his wounds we are healed. We all, like sheep, have gone astray, each of us has turned to his own way; and the Lord has laid on him the iniquity of us all.” (Isaiah 53:5,6)
“แต่ท่านถูกแทงเพราะความทรยศของเรา ท่านบอบช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนที่ตกบนท่านนั้นทำให้พวกเรามีสวัสดิภาพ และที่ท่านถูกเฆี่ยนตีก็ทำให้เราได้รับการรักษา เราทุกคนหลงทางไปเหมือนแกะ ต่างคนต่างหันไปตามทางของตนเอง และพระยาห์เวห์ ทรงวางความผิดบาป ของเราทุกคนลงบนตัวท่าน” (อิสยาห์ 53:5,6)

• A Christian has eternal life in Jesus Christ
• คริสเตียนมีชีวิตนิรันดร์อยู่ในพระเยซูคริสต์

“I tell you the truth, whoever hears my word and believes him who sent me has eternal life and will not be condemned; he has crossed over from death to life.” (John 5:24)
“เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ถ้าใครฟังคำของเราและวางใจผู้ทรงใช้เรามา คนนั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และไม่ถูกพิพากษา แต่ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว” (ยอห์น 5:24)

“God has given us eternal life and this life is in his Son. He who has the Son has life; he who does not have the Son of God does not have life.” (1 John 5:11,12)
“และพยานหลักฐานนั้นก็คือ พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ คนที่มีพระบุตรก็มีชีวิต คนที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต” (1 ยอห์น 5:11,12)

   To those who trust in Christ, God has given us eternal life. This life is in Jesus Christ so that those who have received Jesus Christ have also received eternal life. Eternal life is not simply continuous living; but it is a quality of life, an abundant life of wholeness and eternal fellowship with God. It begins now in this earthly life and continues throughout all eternity in Heaven. Even physical death on earth cannot take it away. For Jesus says,

แด่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงประทานมีชีวิตนิรันดร์ให้เรา ชีวิตนี้มีอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ผู้ที่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์จะมีชีวิตนิรันดร์ด้วย ชีวิตนิรันดไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีชีวิตอยู่อย่างต่อเนื่องแบบธรรมดา; แต่มันเป็นคุณภาพของชีวิตที่ครบบริบูรณ์ทั้งหมดทั้งสิ้นและการมีสามัคคีธรรมหรือมิตรภาพนิรันดร์กับพระเจ้า มันเริ่มต้นตั้งแต่ปัจจุบันในชีวิตบนโลกนี้และต่อเนื่องตลอดนิรันดร์จนถึงในสวรรค์ แม้กระทั่งความตายทางกายภาพบนโลกก็ไม่สามารถแยกเอามันออกไปได้ พระเยซูตรัสว่า

“I am the resurrection and the life. He who believes in me will live, even though he dies; and whoever lives and believes in me will never die.” (John 11:25,26)
“เราเป็นชีวิตและการเป็นขึ้นจากตาย คนที่วางใจในเราจะมีชีวิตอีกแม้ว่าเขาจะตายไป และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย เธอเชื่ออย่างนี้ไหม?”(ยอห์น 11:25,26)

Therefore, as long as we continue to live our lives in Christ, we can be assured of all promises of eternal life. No one can take this assurance of salvation away from us unless we ourselves choose to give it up.

ดังนั้นตราบใดที่เรายังคงใช้ชีวิตของเราในพระคริสต์ เราสามารถมั่นใจได้ในทุกพระสัญญาของชีวิตนิรันดร์ ไม่มีใครสามารถนำหลักประกันในความรอดนี้ออกไปจากเราได้ เว้นเสียแต่ว่าเราตัวเราเลือกที่จะล้มเลิก

“I give them eternal life and they shall never perish; no one can snatch them out of my hand. My Father, who has given them to me, is greater than all; no one can snatch them out of my Father’s hand.” (John 10:28,29)
“เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะทั้งหลาย แกะเหล่านั้นจะไม่มีวันพินาศและจะไม่มีใครแย่งชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้ พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราทรงเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีใครสามารถชิงไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้”(ยอห์น 10:28,29)

Three Important Steps to Salvation
3 ขั้นตอนสำคัญในการรับความรอด

• Repentance: We must confess that we are sinners. We can’t help ourselves.
• การกลับใจ : เราต้องสารภาพว่าเราเป็นคนบาป เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเราเองได้

“There is no one righteous, not even one; there is no one who understands, no one who seeks God.” (Romans 3:10)
“ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียวไม่มีเลย ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า” (โรม 3:10)

“All of us have become like one who is unclean and all our righteous acts are life filthy rags.” (Isaiah 64:6)
“ข้าพระองค์ทุกคนกลายเป็นเหมือนสิ่งที่เป็นมลทิน และความชอบธรรมทั้งหมดของพวกข้าพระองค์เหมือนเสื้อผ้าสกปรก” (อิสยาห์ 64:6)

Unless we first recognize that we have a sin problem, nothing and no one can help us with that problem. A sick person will never seek help from a doctor unless he first admits that he is sick and that he will not recover on his own.

ถ้าเราไม่ระลึกเสียก่อนว่า เรามีปัญหาความบาป ก็จะไม่มีอะไรหรือไม่มีใครสามารถช่วยเราจากปัญหาน้ันได้ คนป่วยจะไม่ไปพบแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ นอกเสียจากเขาจะยอมรับก่อนว่าเขาป่วย และไม่สามารถหายได้ด้วยตัวเขาเอง

We are all sinners in need of forgiveness and salvation. We cannot do anything to help ourselves. Good works is never good enough. Even if we try to follow every law in order to be good, we will never be good enough because God’s laws demands that we be perfect in all our attitude as well as behavior. No one can achieve this and therefore no one can escape from the penalty of sins, which is eternal death.

เราทุกคนเป็นคนบาปและต้องการการอภัยและความรอด เราไม่สามารถทำสิ่งใดๆเพื่อช่วยตัวเราเองได้ แม้จะทำการดีหลายประการแต่จะไม่ดีชอบธรรมเพียงพอได้เลย หรือแม้แต่การพยายามปฏิบัติตามธรรมบัญญัติทุกประการเพื่อจะให้ชอบธรรมก็ตาม เราก็ไม่มีทางที่จะดีชอบธรรมเพียงพอได้เลย เพราะพระบัญญัติของพระเจ้าได้กล่าวไว้ว่า คนเรามักจะดีพร้อมในความคิดและในด้วยการกระทำทั้งสิ้นของเรา ไม่มีใครบรรลุถึงความดีชอบธรรมนี้ได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครหลบหลีกจากการรับโทษบาปได้ ซึ่งก็คือความตายนิรันดร์

“For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life in Christ Jesus our Lord.” (Romans 6:23)
“เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (โรม 6:23)

Hence, the first thing we must do to receive salvation is to admit that we are sinners in need of salvation.
ดังนั้น สิ่งแรกที่เราควรทำเพื่อรับความรอดคือ การยอมรับว่าเราเป็นคนบาปที่จำเป็นจะต้องได้รับความรอด

• Faith: We must trust in God’s plan of salvation. It is the Gospel of Jesus Christ.
• ความเชื่อ: เราต้องเชื่อในแผนการของพระเจ้าในเรื่องความรอด นั่นคือข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

“For God so loved the world that He gave His one and only Son, that whoever believes in Him shall not perish but have eternal life.” (John 3:16)
“พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น3:16)

Even though man is doomed to die because of his sins, God loves us and has provided a plan of salvation. He did not abandon us. He sent Jesus to earth first to pay the penalty of our sins through a sacrificial death on the cross. Then, on the third day, He rose again from the dead as a proof that He is Lord and has triumphed over sin and death. Today, Jesus is alive!

ถึงแม้ว่ามนุษย์ถูกพิพากษาถึงความตายเพราะความบาปต่างๆของเขา แต่พระเจ้าทรงรักเราและทรงได้จัดเตรียมแผนการแห่งความรอดไว้ให้เราแล้วผ่านพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงมาบังเกิดในโลกเพื่อจ่ายค่าปรับโทษความบาปของเราและทรงถึงแก่ความตายอย่างทนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขนเพื่อไถ่เรา แต่ในวันที่สาม พระองค์เป็นขึ้นมาอีกครั้งจากความตาย พระองค์จึงทรงมีชัยชนะเหนือความตายและความบาป ทุกวันนี้พระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่

“For Christ died for sins once for all, the righteous for the unrighteous, to bring you to God. He was put to death in the body but made alive by the Spirit.” (1 Peter 3:18)
“เพราะพระคริสต์ทรงทนทุกข์ครั้งเดียวเป็นพอเพราะบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อจะนำพวกท่านไปถึงพระเจ้า ฝ่ายกายพระองค์จึงสิ้นพระชนม์ แต่ฝ่ายจิตวิญญาณทรงคืนพระชนม์”(1เปโตร 3:18)

This is the Gospel of Jesus Christ and it is good news to everyone who believes in it. Anyone who believes in the gospel receives true salvation from sins. There is no other way to salvation except through Christ. For no other religion has a solution for the sins of man.

นี้คือข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์และเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนผู้ที่เชื่อวางใจในข่าวประเสริฐนั้น ผู้ที่เชื่อวางใจในข่าวประเสริฐ เขาจะได้รับความรอดที่แท้จริงจากความบาป ไม่มีทางอื่นใดที่จะไปถึงความรอดได้นอกจากทางพระเยซูคริสต์ ศาสนาอื่นไม่มีทางออกทางแก้สำหรับความบาปต่างของคน

Confession: We must acknowledge Jesus Christ as our Savior and Lord
• การสารภาพ: เราต้องยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า

“If you confess with your mouth, ‘Jesus is Lord,’ and believe in your heart that God raised Him from the dead, you will be saved.” (Romans 10:9)
“คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด” (โรม 10:9)

   Jesus Christ has done everything necessary to save us from our sins. Now all we have to do is to come and receive it. Yet saying a prayer alone is not enough. We must be sincere and believe with all our hearts that Jesus is really our Savior and Lord. Then, we can be saved. Salvation is a gift of grace from God for those willing to receive it; it is not something we can earn for ourselves. Therefore, it must be received with thanksgiving and with humility.

พระเยซูคริสต์ได้ทรงทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อช่วยให้เรารอดจากความบาปทั้งหลายของเราแล้ว เวลานี้สิ่งที่เราต้องทำทั้งหมดก็แค่เข้ามาและรับเอาไป การพูดอธิษฐานสารภาพเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องสัตย์ซื่อและเชื่อด้วยสุดใจของเราว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ดังนี้เราจึงสามารถได้รับความรอด ไม่ใช่เพราะว่าสิ่งที่เราทำ แต่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า ความรอดเป็นของขวัญของประทานจากพระเจ้าแก่ผู้ที่เต็มใจและรับไว้ สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราได้รับโดยตัวเราเอง ดังนั้นจึงควรเป็นการรับไว้ด้วยการขอบพระคุณและด้วยความถ่อมใจ

“For it is by grace you have been saved, through faith – and this not from yourselves, it is the gift of God – not by works, so that no one can boast.” (Ephesians 2:8,9)
“เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้าไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9)

Today, Christ stands at the door of our hearts, waiting for us to open the door so He can enter into our lives. For He says,

วันนี้พระคริสยืนอยู่ที่ประตูของหัวใจของเรา ทรงรอที่เราจะเปิดประตูเพื่อให้พระองค์สามารถเข้าไปในชีวิตของเรา เพราะพระองค์ตรัสว่า

“Here I am! I stand at the door and knock. If anyone hears my voice and opens the door, I will come in and eat with him and he with me.” (Revelation 3:20)
“นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20)

Yet to invite Christ into our lives requires a commitment of faith that we follow Christ not only as Savior but also as Lord of our lives. You can’t accept the gift without the Giver. We need to give up our old life and direction in exchange for a new life through the Holy Spirit. This is what being a Christian means.

แต่การจะเชิญพระคริสต์เข้ามาในชีวิตของเรานั้นต้องมีความมุ่งมั่นในความเชื่อ ว่าเราติดตามพระคริสต์ไม่เพียงแต่ในฐานะเป็นผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเจ้าองค์เจ้านายของชีวิตเรา เพราะคุณไม่สามารถรับของขวัญโดยไม่มีผู้ให้ได้ เราจำเป็นต้องละทิ้งหรือล้มเลิกชีวิตเก่าของเราและทิศทางวิถีทางชีวิตแบบเดิมๆ แล้วรับการแลกเปลี่ยนสำหรับชีวิตใหม่ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือความหมายของการเป็นคริสเตียน

Personal Response  / การตอบสนองส่วนตัว

• Now that you have considered the above matters, take some time to answer the following questions honestly (tick where appropriate):
ตอนนี้เมื่อคุณได้พิจารณาเนื้อหาข้างต้นแล้ว กรุณาสละเวลาเพื่อตอบคำถามต่อไปนี้อย่างสัตย์ซื่อ (ทำเครื่องหมายในช่องที่เหมาะสมตรงกับความคิดเห็นของท่าน)

I know I am a sinner in need of salvation.
ข้าพเจ้าทราบว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาปที่ต้องการรับความรอด
YES/ใช่   NOT SURE/ไม่แน่ใจ   NO/ไม่

I believe Christ died on the cross for my sins
ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเยซูได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อข้าพเจ้า
YES/ใช่   NOT SURE/ไม่แน่ใจ   NO/ไม่

I have given my life to Christ as my Lord and Saviour
ข้าพเจ้าได้ยอมมอบถวายชีวิตของข้าพเจ้าแด่พระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า
YES/ใช่   NOT SURE/ไม่แน่ใจ   NO/ไม่

Christ has forgiven my sins
พระเยซูคริสต์ได้ทรงอภัยบาปผิดของข้าพเจ้าแล้ว
YES/ใช่   NOT SURE/ไม่แน่ใจ   NO/ไม่

I have received eternal life and fellowship with God
ข้าพเจ้าได้รับชีวิตแล้วและมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า
YES/ใช่   NOT SURE/ไม่แน่ใจ   NO/ไม่

I am now a child of God and I belong to Him
ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นลูกของของพระเจ้าแล้ว และข้าพเจ้าเป็นของพระองค์
YES/ใช่   NOT SURE/ไม่แน่ใจ   NO/ไม่

I feel like a different person. I have been born again.
ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเป็นบุคคลที่แตกต่างจากเดิม ข้าพเจ้าได้บังเกิดใหม่อีกครั้ง
YES/ใช่   NOT SURE/ไม่แน่ใจ   NO/ไม่

• What are some things that you are not sure about? Write it down and share it:
มีอะไรบางอย่างที่คุณไม่แน่ใจไหม? โปรดเขียนและแบ่งปันลงช่องว่างนี้

• If you have no assurance that you are saved from sins, you can go to the top of the chapter and follow that simple prayer of faith written there.
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าคุณได้รับความรอดจากบาปทั้งหลาย คุณสามารถกลับไปยังจุดเริ่มต้นของบทเรียนนี้ และอธิษฐานตามคำอธิษฐานง่ายๆด้วยความเชื่อ ที่เขียนไว้ที่นั่น

• In order to receive new life in exchange for our old, we need to forsake our old habits and discard or put away all other gods – including amulets, idols, charms, false beliefs, religious practices, temple associations etc. You need to renounce them through a simple confession and prayer:

เพื่อการรับชีวิตใหม่แทนที่ชีวิตเก่าของเรา เราต้องละทิ้งนิสัยเก่าของเราและเลิกกับเกี่ยวข้องกับพระอื่นๆทั้งหมด รวมถึงเลิกเกี่ยวข้องกับเครื่องรางของขลัง รูปเคารพ เวทย์มนคาถา ความเชื่อที่ผิด การปฏิบัติพิธีทางศาสนา การข้องเกี่ยวต่างๆที่เกี่ยวกับวัดทั้งหมด เป็นต้น คุณจำเป็นต้องตัดขาดจากสิ่งเหล่านี้โดยการสารภาพอย่างง่ายๆและโดยการ

อธิษฐานดังนี้:
“Lord Jesus Christ,  พระเยซูคริสต์เจ้า,
I confess that I now belong to you. You are my God and my Savior; there is no other.
ลูกขอสารภาพว่าบัดนี้ลูกเป็นของพระองค์ พระองค์ผู้เดียวเป็นพระเจ้าของลูกและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของลูก ไม่มีพระอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์
I renounce any past associations or false attachments to:
(name them one by one)

ลูกขอตัดขาดจากการข้องเกี่ยว หรือ การผูกติดยึดติดกับสิ่งผิดๆในอดีตทั้งสิ้น ได้แก่:
(เขียนลงไปที่ละรายการ)

I repent of my sins and declare that I have nothing more to do with these things.
ลูกกลับใจจากความบาปทั้งหลายของลูก และขอประกาศว่าลูกจะไม่เกี่ยวข้องหรือกระทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป

I reject any of their influences. Thank you for your salvation.
ลูกขอปฏิเสธไม่รับอิทธิพลจากสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป ขอบคุณพระเยซูสำหรับความรอดที่มาจากพระองค์

In Jesus’ Name,
ในพระนามพระเยซูคริสต์,

Amen!”
อาเมน!”

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต