CHAPTER 2 การสัมพันธ์กับพระเจ้าในการอธิษฐาน

Sharing is caring!

Introduction บทนำ
If someone asks you, “What is the Christian life?” How would you answer?
ถ้ามีบางคนถามคุณว่า, “ชีวิตคริสเตียนคืออะไร?” คุณจะตอบว่าอย่างไร?
• Going to church (การไปคริสตจักร)
• Believing in Jesus Christ (การเชื่อในพระเยซูคริสต์)
• Worshiping God (การไปนมัสการสรรเสริญพระเจ้า)

All the above answers are correct. But the Christian life is more than that. It is not just about what we do, but it is about having a right relationship with God. No other religion can offer you that!
คำตอบทั้งหมดก็ถูกต้อง แต่ชีวิตคริสเตียนเป็นมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับว่าอะไรที่เราทำ แต่เกี่ยวข้องกับการมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า ไม่มีศาสนาอื่นใดที่สามารถจะให้คุณแบบนั้น

    Therefore, as Christians, we must learn how to walk with God, talk with God, listen and obey Him. When we do that, we will know God more intimately and knowing Him, we will experience more of the new life which is truly life indeed!
ดังนั้นในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราต้องเรียนรู้ว่าจะเดินกับพระเจ้าอย่างไร คุยกับพระเจ้า ฟัง และ เชื่อฟังพระองค์อย่างไร เมื่อเราทำอย่างนั้นแล้ว เราจะได้รู้ว่าพระเจ้าอย่างลึกซึ้งใกล้ชิดมากขึ้นและรู้จักพระองค์ เราจะมีประสบการณ์มากขึ้นในชีวิตใหม่ซึ่งเป็นชีวิตแท้จริงอย่างแน่นอน!

     To begin, there are some things we need to know about our newfound relationship with our Heavenly Father and how we can relate with our God.
เริ่มต้นจาก มีบางสิ่งเราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เพิ่งพบใหม่ของเรากับพระบิดาในสวรรค์ และเราสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าของเราได้อย่างไร

Praying to God  การอธิษฐานต่อพระเจ้า

“Do not be anxious about anything, but in everything, by prayer and petition, with thanksgiving, present your requests to God. And the peace of God which transcends all understanding will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.” (Philippians 4:6,7)

“อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์ ” (ฟีลิปปี 4:6,7)

 God longs for us to have a deep relationship with Him. As in any relationship, communication is crucial and the way we communicate with God is through prayer. The whole purpose of prayer is to build a personal relationship with the Lord.
พระเจ้าปรารถนาให้เรามีความสัมพันธ์แบบสนิทลึกซึ้งกับพระองค์ เหมือนเช่นในความสัมพันธ์อื่นๆการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญมากและหนทางที่เราจะสื่อกับพระเจ้าคือผ่านทางการอธิษฐานจุดประสงค์ทั้งหมดของการอธิษฐานคือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้า

    Prayer is, hence, a conversation with God. It is when we talk to God and He also speaks to us. Many people pray to a god that they do not know; but we pray to God whom we know. Our God is a holy God and yet He comes near to us as a Father and a Friend. Our prayers can take on many forms and they are best remembered on the fingers of our hand:
ดังนั้นการอธิษฐานคือ การสนทนากับพระเจ้า เป็นการที่เราคุยกับพระเจ้าและเป็นการที่พระองค์ตรัสกับเราด้วย หลายคนอธิษฐานต่อพระเจ้าที่เขาไม่รู้จัก แต่เราอธิษฐานต่อพระเจ้าที่เรารู้จัก พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์และพระองค์ยังเสด็จมาอยู่ใกล้กับเราเป็นเหมือนพ่อ(พระบิดา)และเพื่อน(สหาย) การอธิษฐานของเราสามารถมีได้หลายรูปแบบ และเพื่อจะจดจำได้ง่ายที่สุดโดยเทียบบนนิ้วมือของเรา

h111Thumb = Praise and Adoration
นิ้วหัวแม่มือ = การสรรเสริญ และ เทิดทูนบูชาพระนาม

First Finger = Thanksgiving
นิ้วชี้ = การขอบพระคุณ

Middle Finger = Confession
นิ้วกลาง = การสารภาพ

Ring Finger = Intercession
นิ้วนาง = การทูลขอเผื่อหรือเพื่อผู้อื่น

Last Finger = Petition
นิ้วก้อย = การร้องทูลวิงวอน

• Praise and Adoration (การสรรเสริญ และ เทิดทูนพระนาม): When we first approach someone, the natural thing is to acknowledge the person before us. Imagine if you come to your own father and without addressing him, start to demand things from him? It would be inappropriate. He would not be pleased. .
   สิ่งแรกเมื่อเราเข้าไปพบใครคนหนึ่ง โดยธรรมชาติเราก็มักจะทำความรู้จักผู้นั้นที่อยู่ตรงหน้าเรา ลองจินตนาการดูถ้าเราไปหาคุณพ่อของเราและไม่มีการทักทายปราศัยแต่เริ่มขอสิ่งนั้นสิ่งนี้จากคุณพ่อเลยไหม? ทำอย่างนั้นเป็นการไม่เหมาะสมแน่ คุณพ่อคงไม่ชอบใจแน่

In the same way, when we come to God, we first address him “Heavenly Father” or “Loving God” because that’s who He is. We even praise and adore Him for being such a great and wonderful God and Father to us. This is appropriate. Praising God helps us to realize who God is and it puts us on a right standing with Him.

ในทำนองเดียวกันเมื่อเราเข้าไปพบพระเจ้าเราต้องทักทายปราศัยพระองค์เรียกพระองค์”พระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์”หรือ”พระบิดาผู้เป็นความรัก”เพราะนั่นคือที่พระองค์เป็นเราจะสรรเสริญและเทิดทูนบูชาพระองค์ในสิ่งที่พระองค์เป็นเช่นพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่และทรงอัศจรรย์ทรงเป็นพระบิดาของเราสิ่งนี้เป็นการเหมาะสมการสรรเสริญพระเจ้าช่วยให้เราตระหนักว่าพระเจ้าเป็นผู้ใดและช่วยให้เราอยู่ในจุดยืนที่ถูกต้องกับพระองค์
“This then is how you should pray: Our Father in heaven, hallowed by your name…” (Matthew 6:9)
“เพราะฉะนั้นพวกท่านจงอธิษฐานเช่นนี้ว่า ‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ…” (มัทธิว 6:9)

“Through Jesus, therefore, let us continually offer to God a sacrifice of praise – the fruit of lips that confess his name.” (Hebrews 13:15)
“เพราะฉะนั้น ให้เราถวายคำสรรเสริญเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าตลอดไปโดยทางพระองค์นั้น คือถวายผลจากปากที่ยอมรับเชื่อพระนามของพระองค์” (ฮีบรู 13:15)

• Thanksgiving (การขอบพระคุณ): Praise is acknowledging who God is; thanksgiving is showing appreciation for what God has done for us. All our blessings come from God and He gives them to us graciously because He loves us and not because we deserve them. .

การสรรเสริญเป็นการยอมรับรู้ว่าพระเจ้าเป็นใคร ส่วนการขอบพระคุณเป็นการแสดงออกที่เหมาะสมสำหรับสิ่งที่พระองค์ทรงทำแล้วเพื่อเรา พระพรทุกอย่างที่เราได้รับมาจากพระเจ้า และพระองค์ทรงโปรดประทานแก่เราโดยพระกรุณา เพราะพระองค์รักเรา และไม่ใช่เพราะเราสมควรจะได้รับสิ่งเหล่านั้น

   Therefore thanksgiving reflects a grateful heart; not one that takes God for granted. Since God delights to satisfy us with good things, we want to express our thanks to Him in prayer. Often, however, we forget to give thanks; we appreciate the gifts more than the Giver. This should not be the way.

ดังนั้นการขอบพระคุณเป็นการสะท้อนให้เห็นหัวใจที่ยิ่งใหญ่ไม่มีใครจะให้พระเจ้าทรงยินยอมนี้ได้เพราะว่าพระเจ้าทรงยินดีและพอใจที่จะให้สิ่งดีสารพัดแก่เราเราจึงต้องแสดงออกถึงการขอบพระคุณพระองค์โดยการอธิษฐานอย่างไรก็ตามบ่อยครั้งเราลืมจะขอบพระคุณเรามักจะพึงพอใจของขวัญของประทานมากกว่าผู้ที่ให้สิ่งนี้ไม่ควรเป็นวิถีทางของเรา

“Give thanks to the Lord, call on his name; make known among the nations what he has done.” (1 Chronicles 16:8)
“จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์ จงร้องออกพระนามพระองค์ จงประกาศบรรดากิจการของพระองค์แก่ชนชาติทั้งหลาย”(1 พงศาวดาร 16:8)

“Enter his gates with thanksgiving and his courts with praise; give thanks to him and praise his name. For the Lord is good and his love endures forever; his faithfulness continues through all generations.” (Psalm 100:4,5)

“จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการขอบพระคุณ และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ จงขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์” (สดด.100:4-5)

• Confession (การสารภาพ) : Sin always creates a barrier in our relationship with God. It can hinder us in our prayer, making it difficult for us to pray in the right spirit and in faith. Also, God will not hear us if we harbor sins in our heart. Therefore, we should always confess our sins and ask for forgiveness each time we come to God in prayer. When sins are removed, we will have the confidence to approach God directly.
(ความบาปก่อให้เกิดสิ่งกีดขวางในความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าเสมอ มันสามารถขัดขวางเราในคำอธิษฐานของเรา ทำให้เกิดความยากต่อการอธิษฐานในวิญญาณชอบธรรมและในความเชื่อพระเจ้าจะไม่ทรงฟังเราด้วย ถ้าเรายังเก็บความบาปไว้ในใจเรา ดังนั้นเราควรสารภาพบาปของเราและทูลขอการอภัยในแต่ละครั้งที่เราเข้ามาพบพระเจ้าในการอธิษฐาน เมื่อความบาปถูกเอาออกไปแล้ว เราจะมีความมั่นใจที่จะเข้าใกล้ตรงต่อพระเจ้า)
“If I had cherished sin in my heart, the Lord would not have listened.” (Psalm 66:18)
“ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจ องค์เจ้านายจะไม่ทรงสดับ” (สดุดี 66:18)

“Cleanse me with hyssop, and I will be clean; wash me, and I will be whiter than snow. Create in me a pure heart O God and renew a steadfast spirit within me.” (Psalm 51:7,10)
“ขอทรงชำระมลทินจากข้าพระองค์ด้วยต้นหุสบ ข้าพระองค์จึงจะสะอาด ขอทรงล้างข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะขาวกว่าหิมะข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเนรมิตสร้างใจสะอาดในข้าพระองค์ และขอทรงสร้างจิตใจหนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์” (สดุดี 51:7,10)

• Intercession (การทูลขอเผื่อ หรือขอเพื่อผู้อื่น) : To intercede is to pray for other people. When we pray for people, God will intervene in their circumstances and deliver them from their difficulties. Praying for the needs of people is the most effective way of encouraging and helping people in need, even when we feel helpless or when we are separated by distance. What we cannot do for people, God can do for them on our behalf.
(การร้องทูลเพื่อผู้อื่นที่กำลังยาก คือการอธิษฐานเพื่อคนอื่นๆ เมื่อเราอธิษฐานเพื่อคนอื่น พระเจ้าจะทรงแทรกแซงในสถานการณ์นั้นๆและช่วยกู้เขาจากความยากลำบากต่างๆ การอธิษฐานเผื่อความจำเป็นของผู้อื่นเป็นทางที่เกิดผลมากที่สุดของการเกื้อหนุนและเป็นการช่วยผู้คนในความจำเป็นนั้น แม้ว่าเรารู้สึกว่าช่วยเหลืไม่ได้ หรือ ความห่างด้วยระยะทางก็ตาม อะไรที่เราไม่สามารถทำเพื่อผู้อื่นได้ พระเจ้าจะทรงทำเพื่อผู้อื่นเสมือนทำแทนเรา)

Therefore when we pray to God, don’t just think of our own needs; think of the needs of others as well. When they are weak, we can pray for them; when we are weak, they will pray for us.

ดังนั้นเมื่อเราอธิษฐานต่อพระเจ้าโปรดอย่าคิดถึงแต่ความต้องการของเราเท่านั้นแต่ให้คิดถึงความต้องการของผู้อื่นด้วยเมื่อเราเขาอ่อนกำลังเราสามารถอธิษฐานเผื่อเขาและเมื่อเวลาเราอ่อนกำลังพวกเขาจะอธิษฐานเผื่อเรา

“Therefore confess your sins to each other and pray for each other so that you may be healed. The prayer of a righteous man is powerful and effective.” (James 5:16).
“เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล”(ยากอบ 5:16)

• Petition (การร้องทูล การวิงวอน) : God loves us and wants us to tell Him all our concerns. To pray is nothing more than to let Jesus into our problems and to give Him permission to employ His power to alleviate our distress. . (พระเจ้าทรงรักเรา และต้องการให้เราบอกพระองค์ทุกเรื่องที่เป็นความปรารถ ความกังวลของเรา การอธิษฐานไม่ใช่เป็นเพียงอนุญาตให้พระเยซูเข้ามามีส่วนในปัญหาของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุญาตให้พระองค์ใช้ฤทธิ์เดชในการยกชูปัญหาหรือความกังวลใจของเราด้วย)
Sometimes we limit God’s activities in our lives because of our failure to pray. Therefore, when we come to God, we should not be afraid to ask God for our needs. He will hear our prayers.
(บางครั้งเราจำกัดความสามารถของพระเจ้าในชีวิตของเรา เพราะว่าความผิดพลาดในการอธิษฐานของเรา ดังนั้นเมื่อเราเข้ามาหาพระเจ้า เราไม่ควรกลัวที่จะร้องทูลพระเจ้าในทุกความจำเป็นของเรา พระองค์จะทรงฟังคำอธิษฐานของเรา)
“Do not be anxious about anything, but in everything, by prayer and petition, with thanksgiving, present your requests to God.” (Philippians4:6)
“อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ”(ฟีลิปปี 4:6)

“Therefore since we have a great high priest who has gone through the heavens, Jesus the Son of God, let us hold firmly to the faith we profess. For we do not have a high priest who is unable o sympathize with our weakness, but we have one has been tempted in every way, just as we are – yet without sin. Let us then approach the throne of grace with confidence, so that we may receive mercy and find grace to help us in our time of need.” (Hebrews 4:14-16)

“”เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตยิ่งใหญ่ผู้เสด็จผ่านฟ้าสวรรค์แล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เรายึดมั่นในหลักความเชื่อที่ประกาศรับไว้ เพราะว่าเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ” (ฮีบรู 4:14-16)

Prayer is pouring out our hearts to God. There is nothing we cannot bring to the Lord in prayer. When we pray, it shows we trust Him. Through prayer we ask God for help in time of need, for forgiveness of sins, for guidance in decisions and for direction in life, and through prayer we express our thanksgiving and love to Him.

การอธิษฐานเป็นการที่เรากำลังเทหัวใจมุ่งมั่นของเราให้กับพระเจ้าไม่มีสิ่งใดเลยที่เราจะไม่สามารถนำไปถึงพระเจ้าในการอธิษฐานเมื่อเราอธิษฐานเป็นการแสดงว่าเรากำลังเชื่อวางใจในพระเจ้าโดยการอธิษฐานเราร้องทูลต่อพระเจ้าเพื่อขอความช่วยเหลือในเวลาที่เราต้องการเพื่อขอการอภัยบาปเพื่อขอคำแนะนำในการตัดสินใจเพื่อขอทิศทางในการดำเนินชีวิตและโดยการอธิษฐานเราแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกเป็นคำพูดที่แสดงถึงการขอบพระคุณและความรักที่มีต่อพระองค์

In prayer, we also wait in silence for Him to speak to us. Prayer is a communion with God. Prayer is entering into the presence of God and relating with Him, our spirit with His Spirit. Sometimes, in prayer we do not know what to pray for but the Spirit of God Himself can pray on our behalf; whether in tongues or with groans that even words cannot express.

ในการอธิษฐานนั้นรวมถึงการที่เรารอคอยในความเงียบสงบเพื่อรอให้พระเจ้าตรัสกับเราด้วยการอธิษฐานเป็นการสื่อสารกับพระเจ้าการอธิษฐานเป็นการนำเราสู่ในที่ทรงสถิตของพระเจ้าและมีความสัมพันธ์กับพระองค์ในวิญญาณของเรากับพระวิญญาณของพระเจ้าบางครั้งในการอธิษฐานเราไม่รู้ว่าเราจะอธิษฐานอย่างไรแต่พระวิญญาณของพระเจ้าสามารถอธิษฐานแทนเราไม่ว่าจะเป็นในภาษาแปลกๆหรือการครำ่ครวญไม่เป็นคำ
“In the same way, the Spirit helps us in our weakness. We do not know what we ought to pray for, but the Spirit Himself intercedes on our behalf with groans that words cannot express.” (Romans 8:26)
” ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าควรจะอธิษฐานขออะไรอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทน ด้วยการคร่ำครวญซึ่งไม่อาจกล่าวเป็นถ้อยคำ”(โรม 8:26)

Conditions of Prayer (เงื่อนไขหรือปัจจัยในการอธิษฐาน)

Prayer does not have conditions like that of pagans. We do not have to do something for God before He will hear us. We don’t have to bribe Him with gifts and offerings. Prayer is our privilege of access to God because we are His children. However, our attitude towards prayer and in prayer is important if we want to experience a meaningful prayer life. This is because prayer is relational.

การอธิษฐานไม่มีเงื่อนไขหรือปัจจัยเหมือนการอธิษฐานของผู้ที่ไม่เป็นคริสเตียนเราไม่ต้องมีการทำอะไรบางอย่างแด่พระเจ้าก่อนที่พระองค์จะทรงฟังเราเราไม่ต้องมีสินบนหรือสิ่งล่อใจให้พระเจ้าเป็นของขวัญหรือเป็นเครื่องบูชาใดๆการอธิษฐานเป็นสิทธิพิเศษของเราที่จะเป็นทางผ่านเข้าไปสู่พระเจ้าได้เพราะเราเป็นลูกของพระองค์อย่างไรก็ตามท่าทีของเราต่อคำอธิษฐานและการอธิษฐานของเรามีความสำคัญมากถ้าเราต้องการมีประสบการณ์ในชีวิตการอธิษฐานที่เต็มไปด้วยความหมายสำคัญ นี่เป็นเพราะว่าการอธิษฐานเป็นเรื่องของความสัมพันธ์

• In Jesus’ Name: ในพระนามพระเยซู:  We do not come to God because it is a right we have. We can approach God only on the basis of what Christ has done to reconcile us to God. Hence, when we approach God in prayer, we come humbly, recognizing Christ’s atonement for our sins. Otherwise, how can sinners like us come face to face with the holiness of God? Any attempt to pray without recognizing the grace and mercy of Christ is arrogant and presumptuous. That’s why when pray we always end with the words, “In Jesus’ Name.”

 ในพระนามพระเยซู: เราไม่ได้เข้าไปหาพระเจ้าด้วยความชอบธรรมที่เรามี แต่ทางเดียวที่เราสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยพื้นฐานของสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำเพื่อให้เราคืนดีกับพระเจ้า ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปพบพระเจ้าในการอธิษฐาน เราจึงเข้าไปอย่างถ่อมใจ ด้วยการระลึกว่าพระเยซูได้ทรงชดใช้ไถ่เราคืนจากความผิดบาปของเรา มิฉะนั้นคนบาปอย่างเราจะเข้าไปหาพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์แบบหน้าต่อหน้าได้อย่างไร? การใช้ความพยายามต่างๆในการอธิษฐาน โดยปราศจากการระลึกถึงพระคุณและพระเมตตาของพระเยซูคริสต์เป็นความหยิ่งยโสและทึกทักเอาเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเราอธิษฐานเราจึงต้องลงท้ายเสมอด้วยคำว่า”ในพระนามพระเยซู”)

“I tell you the truth, my Father will give you whatever you ask in my name. Until now you have not asked for anything in my name. Ask and you will receive and your joy will be complete.” (John 16:23,24)
” ในวันนั้นพวกท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ถ้าท่านขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะประทานสิ่งนั้นแก่ท่าน 24 จนบัดนี้พวกท่านก็ยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม “(ยอห์น 16:23-24)

• In Faith:ในความเชื่อ:  Our prayer is meaningful only when there is faith. Why come to God if we don’t believe He hears us? Faith is trusting in God, in who He says He is and for what He promises to do if we call upon Him. Hence, when we come to God, we must believe that He exists and He rewards those who earnestly seek Him.

  ในความเชื่อ: คำอธิษฐานของเราจะมีความสำคัญมีความหมายเมื่อมีความเชื่อเท่านั้น เราจะเข้ามาพบพระเจ้าทำไมถ้าเราไม่เชื่อว่าพระองค์ะทรงฟังเรา ความเชื่อคือการเชื่อไว้วางใจในพระเจ้า ผู้ซึ่งตรัสว่า”พระองค์เป็น” และผู้ซึ่งตรัสว่า”อะไรก็ตามที่พระองค์สัญญา พระองค์จะทำเมื่อเราทูลขอต่อพระองค์” ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปพบพระเจ้า เราต้องเชื่อว่าพระองค์จะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพรองค์จะประทานสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้ที่แสวงหาพระองค์อย่างแท้จริง

“And without faith, it is impossible to please God, because anyone who comes to him must believe that he exists and that he rewards those who earnestly seek him.” (Hebrews 11:6)
” แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้านั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์ “(ฮีบรู 11:6)

“But when he asks, he must believe and not doubt, because he who doubts is like a wave of the sea, blown and tossed by the wind. That man should not think he will receive anything from the Lord.” (James 1:6,7)
“แต่จงขอด้วยความเชื่อและไม่สงสัย เพราะว่าคนที่สงสัยนั้นเป็นเหมือนคลื่นในทะเลที่ถูกลมพัดซัดไปมา 7คนๆ นั้นจงอย่าคิดเลยว่าจะได้รับสิ่งใดจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ยากอบ 1:6,7)

Yet faith does not mean we can be presumptuous. Assuming that something must happen just because “we claim it,” is not faith. Faith in God means trusting God’s love for us; that God is good and He will not disappoint us for nothing. If He does not give us something we have asked for, we need to ask Him why. Persistently praying until God reveals His will for us is faith. God will not fail us. He delights to bless us.

แต่ความเชื่อไม่ได้หมายความว่าเราสามารถจะทึกทักหรือเข้าใจเอาเอง สมมติว่าบางสิ่งจะต้องเกิดขึ้นเพียงเพราะว่า “เรากล่าวอ้างสิ่งนั้น” ไม่ได้เป็นความเชื่อ ความเชื่อในพระเจ้าหมายถึงความไว้วางใจความรักของพระเจ้าสำหรับเรา ว่าพระเจ้าดีและพระองค์จะไม่ทำให้เราผิดหวัง ถ้าพระองค์ไม่ได้ให้เราในสิ่งที่เราได้ทูลขอ เราจำเป็นต้องถามพระองค์ว่าเป็นเพราะเหตุใด? อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งพระเจ้าทรงเปิดเผยพระประสงค์ของพระองค์สำหรับเรานั่นคือความเชื่อ พระเจ้าจะไม่ให้เราล้มเหลว พระองค์มีความสุขยินดีที่จะอวยพรเรา

• In God’s Will: ในพระประสงค์ของพระเจ้า:
Our selfishness knows no bounds. There is a tendency to see prayer as a means to gratify our own desires. God is not a vending machine, churning out gifts as and when we desire them. God knows best what’s best for us. He will not give us something which will eventually destroy our soul. This is why many prayers go unanswered. It is not that God cannot do anything; but He won’t if the motive of our heart is not right or if the time is not right

ในพระประสงค์ของพระเจ้า:
เรารู้ว่าความเห็นแก่ตัวของไม่มีขอบเขต มีแนวโน้มที่จะเห็นการอธิษฐานเป็นวิธีการบำรุงบำเรอความปรารถนาของเราเอง พระเจ้าไม่ได้เป็นเครื่องหยอดเหรียญ, ที่จะปั่นของขวัญออกมาให้เมื่อเรามีความปรารถนาของนั้น พระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา พระองค์จะไม่ให้บางสิ่งแก่เราโดยที่สิ่งนั้นจะทำลายจิตวิญญาณของเรา นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำอธิษฐานจำนวนมากจึงไม่ได้รับคำตอบ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้; แต่พระองค์จะไม่ทำถ้าแรงจูงใจของหัวใจของเราที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม

“When we ask, you do not receive, because you ask with wrong motives, that you may spend what you get on your pleasures.” (James 4:3)
“พวกท่านขอและไม่ได้รับเพราะขอผิด หวังจะเอาไปสนองความปรารถนาชั่วของตนเอง”(ยากอบ 4:3)

Instead, we should ask according to God’s will because His will for us is always wholesome and good. His desire is to satisfy us with good things.

แต่เราควรทูลขอตามพระประสงค์ของพระเจ้าเพราะพระประสงค์ของพระองค์เป็นประโยชน์และดีสำหรับเราเสมอพระองค์ปรารถนาให้เราพอใจด้วยสิ่งที่ดีต่างๆ

“This is the confidence we have in approaching God: that if we ask anything according to his will, he hears us. And if we know that he hears us – whatever we ask – we know that we have what we asked of him.” (1 John 5:14,15)
“และนี่เป็นความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟัง และถ้าเรารู้ว่าพระองค์ทรงฟังเมื่อเราทูลขอสิ่งใด เราก็รู้ว่าเราได้รับสิ่งที่ทูลขอนั้นจากพระองค์”(1 ยอห์น 5:14,15)

Personal Response  การตอบสนองของบุคคล

• Prayer is central to the Christian life; without prayer, we will be powerless against the temptations and trials of life. Hence, it is important to establish a prayer discipline. Set aside a time each day for the purpose of prayer and record it down if you like. Set Prayer time: _________________________

การอธิษฐานเป็นศูนย์กลางของชีวิตคริสเตียน; ถ้าปราศจากการอธิษฐาน เราจะไม่มีฤทธิเดชที่จะต่อต้านกับการล่อลวงและการทดลองของชีวิต ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างวินัยในการอธิษฐาน การตั้งสำรองเวลาในแต่ละวันเพื่อวัตถุประสงค์ในการอธิษฐานและบันทึกเวลาลงไปหากคุณต้องการ จัดเวลาการอธิษฐาน: _____________

• In a circle, let each person make a one sentence prayer for each of the 5 types of prayers: Praise, Thanksgiving, Confession, Intercession, Petition. For example, I praise God for He is good. I thank God that He gave me good health today…

ในหนึ่งรอบ ให้แต่ละคนทำการอธิษฐานประโยคหนึ่งสำหรับการอธิษฐานแต่ละประเภทของการอธิษฐาน 5 แบบ: ได้แก่ การอธิษฐานด้วยการสรรเสริญ การอธิษฐานด้วยการขอบคุณพระเจ้า การอธิษฐานด้วยการสารภาพ การอธิษฐานด้วยการทูลขอเผื่อหรือเพื่อผู้อื่น, การอธิษฐานด้วยการร้องทูลวิงวอน ตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้าสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระองค์ดี ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ให้ข้าพเจ้ามีสุขภาพที่ดีในวันนี้ ….

• Consider 5 areas to pray about: Self, Family/Friends, Church, Country, World
พิจารณา 5 ส่วนเพื่ออธิษฐานเกี่ยวกับ: ตนเอง, ครอบครัว / เพื่อน, คริสตจักร, ประเทศ,โลก

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต