CHAPTER 3 ฟังพระวจนะของพระเจ้า

Sharing is caring!

Introduction : บทนำ
We speak to the Lord in prayer; God speaks to us often through the Word. The Bible is God’s revelation and it serves as our handbook for daily fellowship with God. It is also the means by which He speaks to us in a living, dynamic way. We read the Bible not just for religious content.
เราพูดคุยกับพระเจ้าในการอธิษฐาน พระเจ้ามักจะตรัสกับเราผ่านพระวจนะของพระองค์ พระคัมภีร์เป็นการเปิดเผยของพระเจ้าและพระคัมภีร์ทำหน้าที่เป็นคู่มือในชีวิตประจำวันของเราสำหรับการเรียนรู้หรือมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้า นอกจากนี้ยังเป็นวิธีการที่พระเจ้าตรัสกับเราในวิถีทางที่เป็นชีวิต,เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ เราอ่านพระคัมภีร์ไม่เพียงเพื่อเนื้อหาทางศาสนาเท่านั้น

What sort of book is the Bible?
พระคัมภีร์ถูกจัดเข้าเป็นหนังสือประเภทใด?

• It is God’s Revelation to man
• เป็นหนังสือที่เป็นการเปิดเผยสำแดงของพระเจ้าแก่มนุษย์
“All Scripture is God-breathed and is useful for teaching, rebuking, correcting and training in righteousness, so that the man of God may be thoroughly equipped for every good work.” (2 Timothy 3:16)
“พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม”(2 ทิโมธี 3:16)

  The Bible is composed of 66 books – 39 in the Old Testament and 27 in the New Testament. It is distinct and special because it is inspired by the Holy Spirit – meaning, God took the initiative to reveal Himself in history to faithful men who, under the anointing of the Holy Spirit, conveyed a reliable record of God’s infallible truth. Therefore, it can be fully trusted and relied upon for all spiritual knowledge and truth. It is not subjected to human errors, individual speculation or arbitrary interpretations.
พระคัมภีร์ประกอบด้วยหนังสือ 66 เล่ม – 39 เล่มในพันธสัญญาเดิมและ 27 เล่มในพันธสัญญาใหม่ พระคัมภีร์มีความแตกต่างอย่างชัดเจนและพิเศษ เพราะพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ – ความหมายก็คือ พระเจ้าเอาความคิดริเริ่มที่จะเปิดเผยพระองค์เองในประวัติศาสตร์แก่ที่คนซื่อสัตย์ที่อยู่ภายใต้การเจิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่จะถ่ายทอดบันทึกที่เชื่อถือได้ของความจริงที่ไม่มีข้อผิดพลาดของพระเจ้า ดังนั้นจึงสามารถเชื่อถือได้อย่างเต็มที่และพึ่งพาอาศัยความรู้และความจริงทั้งสิ้นฝ่ายจิตวิญญาณ พระคัมภีร์ไม่ใช่เรื่องราวความผิดพลาดของมนุษย์ การใคร่ครวญของแต่ละบุคคล หรือการตีความตามอำเภอใจ

In fact, the Bible was written by 40 different people from different walks of life at different times in history over a span of 1500 years, and yet they all testify to the same truth about God, the origins of the universe, the fall of man and its aftermath, the salvation plan of God and its fulfillment in Jesus Christ, the needs of man today, and his future. It has answers for life’s greatest questions: Where did I come from? Why am I here? Where will I go? In fact, the Bible has something to say about every matter of life on earth.
ความเป็นจริง พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่เขียนโดยบุคคล 40 คนที่มีวิถีการดำเนินของชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาที่ต่างกันในประวัติศาสตร์ในช่วงกว่า 1500 ปี และพวกเขาทั้งหมดได้เป็นพยานถึงความจริงที่เหมือนกันเกี่ยวกับพระเจ้า ต้นกำเนิดของจักรวาล ในการล้มลงของมนุษย์ และผลที่ตามมา แผนความรอดของพระเจ้าและการบรรลุเป้าหมายสำเร็จในพระเยซูคริสต์ในความต้องการของมนุษย์ในวันนี้และในอนาคตของเขา มันมีคำตอบสำหรับคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต: ฉันมาจากไหน? ทำไมฉันถึงอยู่ที่นี่? ฉันจะไปที่ไหน? ในความเป็นจริงพระคัมภีร์มีสิ่งที่พูดเกี่ยวกับทุกเรื่องของชีวิตบนโลก

• It is God’s Message of Salvation
• เป็นหนังสือประเด็นข่าวสารของพระเจ้าเรื่องความรอด
“As for the Person who hears my words but does not keep them, I do not judge him. For I did not come to judge the world, but to save it. There is a judge for the one who rejects me and does not accept my words, that very word which I spoke will condemn him at the last day. For I did not speak of my own accord, but the Father who sent me commanded me what to say and how to say it. I know that his command leads to eternal life.”(John 12:47-50)
“เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย เพราะเราไม่ได้กล่าวตามใจเราเอง แต่พระบิดาผู้ทรงใช้เรามาเป็นผู้บัญชาเราว่าจะกล่าวอะไรหรือพูดอะไร เรารู้ว่าพระบัญญัติของพระองค์นั้นเป็นชีวิตนิรันดร์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพูดนั้น เราก็พูดตามที่พระบิดาทรงบอกเรา” (ยอห์น 12:47-50)

    The Bible’s central message is God’s salvation for mankind, unfolded throughout the Old and the New Testaments. It includes the whole sweep of God’s purpose for mankind in the beginning, how man rebelled and fell into sin and God’s plan to redeem and restore all mankind and all creation. The whole Bible points to Jesus as the centre and the answer for man’s hope and life. Jesus said in John 14:6: “I am the Way, the Truth and the Life; and no one comes to the Father except through me.”

ประเด็นข่าวสารที่เป็นหัวใจของพระคัมภีร์ คือ แผนการการช่วยกู้ให้รอดของพระเจ้าเพื่อช่วยมนุษย์ ได้ถูกเปิดเผยออกตลอดทั้งในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ซึ่งรวมถึงขอบเขตของพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งหมดสำหรับมนุษย์ตั้งแต่เริ่มต้นปฐมกาล กล่าวถึง มนุษย์ได้กบฎและตกอยู่ในความบาปได้อย่างไร และแผนการของพระเจ้าเพื่อทรงไถ่และการรื้อฟื้นคืนดีแก่มวลมนุษยชาติทั้งสิ้นและแก่สิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระคัมภีร์ทั้งเล่มชี้ประเด็นสำคัญที่พระเยซู ผู้เป็นศูนย์กลางและคำตอบสำหรับความหวังและการมีชีวิตของมนุษย์ พระเยซูตรัสในยอห์น 14:6 ว่า “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา”

Hence, the supreme purpose of the Bible is to instruct its readers concerning salvation. It is not for the purpose of science or literature or philosophy even though it contains some of the most profound wisdom and knowledge about the natural world we live in. It is a book unique among all books in the world. Despite determined attempts to destroy it, it has not only survived, but has also continued to remain as the world’s bestseller. The Word of God can never be destroyed because it is God’s message given for the salvation of mankind.

ดังนั้นวัตถุประสงค์สูงสุดของพระคัมภีร์คือเพื่อที่จะสอนแนะให้ผู้ที่อ่านได้รู้เกี่ยวกับเรื่องความรอด พระคัมภีร์ไม่ได้มีเพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์ หรือวรรณกรรม หรือหลักปรัชญา แม้ว่าพระคัมภีร์บรรจุด้วยบางส่วนของภูมิปัญญาที่ลึกซึ้งมากที่สุด และความรู้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติที่เราอาศัยอยู่ก็ตาม พระคัมภีร์เป็นหนังสือพิเศษหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนกับบรรดาหนังสือทั้งหมดในโลก แม้จะมีความพยายามมุ่งมั่นที่จะทำลายพระคัมภีร์ แต่พระคัมภีร์ไม่เพียงจะสามารถอยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังคงเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดอย่างต่อเนื่องของโลก พระวจนะของพระเจ้าจะไม่สามารถถูกทำลายลง เพราะมันเป็นถ้อยคำหรือข้อความสารของพระเจ้าที่กำหนดให้ไว้เพื่อความรอดของมนุษยชาติ

• It is God’s Law and Promises
• เป็นพระบัญญัติและพระสัญญาของพระเจ้า
“Do not let this Book of the Law depart from your mouth; meditate on it day and night, so that you may be careful to do everything written on it. Then you will be prosperous and successful.” (Joshua 1:8)
อย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ห่างจากปากของเจ้า แต่จงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะทำตามข้อความทุกประการที่เขียนไว้นั้น แล้วเจ้าจะมีความเจริญ และประสบความสำเร็จ (โยชูวา 1:8)

    The Bible is not just an interesting collection of God’s dealings with men in history; it reveals God’s will and promises for all mankind. Whatever God says, He will surely fulfill. Hence, it is authoritative for all matters of life and practice of men on earth. It is not to be treated lightly according to one’s whims and subjective inclinations; it must be trusted and obeyed fully. We do not decide or shape what Scriptures should say; but our mind and perspective of life should be shaped by what Scriptures say. Everything written in it will be accomplished; no promise will be broken. It bears the authority of God Himself and cannot be changed. We can take God at His Word.

พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจของการปฏิบัติของพระเจ้ากับผู้คนในประวัติศาสตร์เท่านั้น; พระคัมภีร์เป็นการเปิดเผยให้เห็นพระประสงค์ของพระเจ้าและสัญญาสำหรับมนุษย์ทุกคน สิ่งใดที่พระเจ้าตรัส พระองค์จะทรงทำให้สำเร็จแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อถือได้สำหรับทุกเรื่องของชีวิตและสำหรับขั้นตอนแบบแผนการปฏิบัติของมนุษย์บนแผ่นดินโลก พระคัมภีร์ไม่ได้ถูกทำให้ดูเบาลงหรือลดความสำคัญตามอำเภอใจและความโน้มเอียงตามความคิดของมนุษย์; แต่จะต้องเชื่อวางใจและเชื่อฟังอย่างเต็มเปี่ยม เราจะไม่ตัดสินหรือไม่กำหนดรูปแบบว่าพระคัมภีร์ควรจะพูดสิ่งใด; แต่ความคิดและมุมมองของชีวิตของเราควรจะถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ ทุกอย่างที่เขียนในพระคัมภีร์จะสำเร็จ; ไม่มีพระสัญญาใดเลยจะถูกล้มเลิก ซึ่งเป็นการสนับสนุนแสดงถึงสิทธิอำนาจความเป็นพระเจ้าของพระองค์เองและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราสามารถยอมรับหรือยึดถือพระเจ้าจากพระวจนะของพระองค์ได้

“For truly I say to you, till heaven and earth pass away, not an iota, not a dot, will pass from the law, until all is accomplished.” (Matthew 5:18)
“เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า จนกว่าฟ้าและดินจะล่วงไป แม้อักษรที่เล็กที่สุด หรือขีด ขีดหนึ่ง ก็จะไม่มีวันสูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าทุกสิ่งจะเกิดขึ้น” (มัทธิว 5:18)

How do we read and understand the Bible?
เราจะอ่านและทำความเข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างไร?
• Read it slowly
• อ่านอย่างช้าๆ
“Do your best to present yourself to God as one approved, a workman who does not need to be ashamed and who correctly handles the word of truth.” (2 Timothy 2:15)
“จงอุตส่าห์ถวายตัวท่านเองที่พระเจ้าทรงรับรองแล้วแด่พระองค์ เป็นคนงานที่ไม่อับอาย สอนพระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” (2 ทิโมธี 2:15)

Although the Bible looks like any other book, the words are “spirit and life” (John 6:63). Therefore, we should read it not as an educational book; we should devour it as spiritual food for our heart and our soul. The Bible is not for our intellectual appreciation, but its purpose is for our spiritual growth.

แม้ว่าพระคัมภีร์จะดูเหมือนกับหนังสืออื่น ๆ แต่ถ้อยคำแห่งพระวจนะเป็น “จิตวิญญาณและชีวิต” (ยอห์น 6:63) ดังนั้นเราจึงควรอ่านพระคัมภีร์ไม่เป็นเพียงหนังสือเพื่อการศึกษาหาความรู้เท่านั้น เราควรจะอ่านพระคัมภีร์อย่างใจจดใจจ่อเหมือนให้พระคำเป็นอาหารฝ่ายวิญญาณ เพื่อบำรุงเลี้ยงจิตใจและจิตวิญญาณของเรา พระคัมภีร์ไม่ได้มีไว้เพื่อความพอใจในการเพิ่มค่าทางปัญญาของเรา แต่วัตถุประสงค์เพื่อการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณของเรา

There is power in the Word because it can reveal our heart condition and impact our life. Often God will illumine a word or truth in Scriptures that speaks directly to our current situation or circumstances in life or to a hidden attitude of the heart which we may not even know is there.
มีฤทธิ์อำนาจในพระวจนะ เพราะพระวจนะสามารถเปิดเผยภาวะเงื่อนไขในหัวใจของเราและพระวจนะสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรา บ่อยครั้งที่พระเจ้าจะทรงแสดงถ้อยคำหรือความจริงจากในข้อพระคัมภีร์ที่เป้นการตรัสโดยตรงต่อสถานการณ์ในปัจจุบันหรือเหตุการณ์ในชีวิตของเรา หรือต่อทัศนคติต่อความคิดที่ซ่อนไว้ในใจที่เราอาจไม่รู้ว่ามีอยู่

“For the word of God is living and active. Sharper than any double-edged sword, it penetrates even to dividing soul and spirit, joints and marrow; it judges the thoughts and attitudes of the heart.” (Hebrews 4:12)
“เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (ฮีบรู 4:12)

Here are a few suggestions on what we can do:
นี่คือข้อแนะนำบางประการว่า อะไรที่เราสามารถทำ:
o Read it slowly, observing and meditating on what the Word of God is saying or not saying. Let God reveal something for us to learn. Psalm 1:2,3
อ่านพระคัมภีร์อย่างช้าๆ การสังเกตและการใคร่ครวญในสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้ากำลังกล่าวถึงหรือไม่ใช่สิ่งที่กำลังกล่าวถึง ขอให้พระเจ้าทรงเปิดเผยบางสิ่งเพื่อที่เราจะได้เรียนรู้ สดุดี 1:2,3

o Read it systematically – book by book, chapter by chapter in order to grasp its message in context. Know what it is saying before we try to interpret what it means.
อ่านอย่างเป็นระบบ – อ่านเล่มต่อเล่ม บทต่อบทเพื่อให้เข้าใจข้อความในบริบท เพื่อจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่กำลังกล่าวถึง ก่อนที่เราพยายามที่จะตีความว่าอะไรคือความหมาย

o Make an effort to memorize scripture verses so that we can recall it whenever we need it. Psalm 119:9,11.
พยายามที่จะจดจำข้อพระคัมภีร์ เพื่อให้เราสามารถระลึกได้ เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการ (สดุดี 119: 9,11)

o Read it regularly; set aside a period of time each day to read a chapter of scriptures before we rush off to work.
อ่านเป็นประจำ; ตั้งสำรองช่วงเวลาในแต่ละวันเพื่ออ่านพระคัมภีร์สักหนึ่งบทก่อนที่เราจะรีบออกไปทำงาน

• Interpret it correctly
• ตีความอย่างถูกต้อง
“The man without the Spirit does not accept the things that come from the Spirit of God, for they are foolishness to him and he cannot understand them, because they are spiritually discerned.” (1 Corinthians 2:14)
“แต่คนทั่วไปจะไม่รับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้า เพราะว่าเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ และเขาไม่สามารถเข้าใจ เพราะจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยโดยพึ่งพระวิญญาณ” (1 โครินธ์ 2:14)

o It is the Holy Spirit who gives the revelation of God and it is He who illumines it; so that we can perceive its true meaning and significance, not just with our minds, but also with our hearts. Hence, before we approach the Bible, we must seek the Holy Spirit’s guidance and put on an attitude of humble and prayerful expectancy before God.
   เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ที่จะให้การเปิดเผยสำแดงของพระเจ้าและเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้ให้ความกระจ่างแจ้ง เพื่อให้เราสามารถรับรู้ถึงความหมายที่ถูกต้องแท้จริงและความสำคัญของการเปิดเผยสำแดงนั้น ไม่เพียงแต่กับความคิดของเราเท่านั้น แต่กับใจของเราด้วย ดังนั้นก่อนที่เราเข้าไปหาพระคัมภีร์ เราจะต้องแสวงหาแนวทางคำแนะนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ และวางทัศนคติบนความอ่อนน้อมถ่อมตนและอธิษฐานด้วยความคาดหวังต่อพระพักตร์พระเจ้า

“That the God of our Lord Jesus Christ, the glorious Father, may give you the Spirit of wisdom and revelation, so that you may know him better. I pray also that the eyes of your heart may be enlightened in order that you may know the hope to which he has called you, the riches of his glorious inheritance in the saints, and his incomparably great power for us who believe…” (Ephesians 1:17-19)
“ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าขอพระเจ้าของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราคือพระบิดาผู้ทรงพระสิริ ทรงให้ท่านทั้งหลายมีจิตใจ ที่ประกอบด้วยปัญญาและการสำแดง เพื่อท่านจะรู้จักพระองค์ 18ขอให้ตาใจของพวกท่านสว่างขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าพระองค์ประทานความหวังอะไรแก่ท่านในการทรงเรียกพวกท่านนั้น และรู้ว่ามรดกที่มีศักดิ์ศรีของพระองค์สำหรับพวกธรรมิกชนนั้นบริบูรณ์เพียงไร และรู้ว่าฤทธานุภาพของพระองค์ยิ่งใหญ่มากมายเพียงไรสำหรับเราที่เชื่อนั้น เป็นฤทธิ์เดชเดียวกับการทำกิจอันทรงอานุภาพและทรงพลังของพระองค์”(เอเฟซัส 1:17-19)

o We need the discipline of study. Our dependence on the Holy Spirit does not mean that we are wholly and we should neglect a responsible use of our mind. In Psalm 32:9, we are told not to behave “like the horse or the mule, which have no understanding.”
เราจำเป็นต้องมีระเบียบวินัยในการศึกษาพระคัมภีร์ การพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรและเราควรละเลยการใช้การตอบสนองของความคิดของเรา ในสดุดี 32: 9 เราถูกบอกว่าที่จะไม่ประพฤติ “เหมือนม้าหรือล่อซึ่งมีไม่ความเข้าใจ”

Below are a few principles to bear in mind:
ด้านล่างต่อไปนี้เป็นหลักการบางอย่างที่ต้องจดจำไว้ ได้แก่:
• Look for the natural sense of the biblical text. God has spoken in order to be understood. Hence, the whole purpose of revelation is clarity not confusion. Do not resort to fanciful or allegorical interpretations especially when the Bible statements are already plain and straightforward.
มองหาข้อความตัวอักษรในพระคัมภีร์ด้วยสำนึกที่เป็นธรรมชาติ พระเจ้าได้ทรงตรัสไว้เพื่อที่จะได้เข้าใจ ดังนั้นจุดประสงค์ทั้งหมดของการเปิดเผยคือเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนไม่ใช่ให้สับสน อย่าอาศัยการตีความตามความเพ้อฝันหรือตีความเชิงเปรียบเทียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระคัมภีร์อยู่ในถ้อยแถลงที่ธรรมดาเรียบง่ายและตรงไปตรงมาอยู่แล้ว

• Understand the context of the text. God chose to reveal Himself to the people of Israel in a precise historical context. Therefore, the message of Scriptures is best understood in light of the circumstances it was originally given. We need to understand the context before we can understand the message and then apply it in our own context.
เข้าใจบริบทของข้อความ พระเจ้าทรงเลือกที่จะเปิดเผยพระองค์เองกับประชาชนของอิสราเอลในบริบททางประวัติศาสตร์ที่แม่นยำถูกต้องพิถีพิถัน ดังนั้นข้อความของพระคัมภีร์จึงเป็นที่เข้าใจกันดีที่สุดในแง่ของความเรียบง่ายของสถานการณ์ต่างๆ เราจำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อนที่เราจะสามารถเข้าใจประเด็นหรือเนื้อความ แล้วจึงประยุกต์ใช้ข้อพระคัมภ์ในบริบทของเราเอง

• Scripture must agree with Scripture. Each text must be understood in the light of the Bible as a whole; there should be no conflict. The Scriptures express the mind of God; there is unity and harmony in all of scriptures and one text cannot conflict in meaning with another text.
ข้อพระคัมภีร์จะต้องเห็นด้วยกับข้อพระคัมภีร์ ข้อความที่แต่ละข้อจะต้องเสริมให้เกิดความเข้าใจอย่างกระจ่างในแง่ของพระคัมภีร์โดยรวม; ไม่มีความขัดแย้งกันข้อพระคัมภีร์แสดงความคิดของพระเจ้า ที่มีความเป็นเอกภาพและเป็นหนึ่งเดียวในทุกข้อพระคัมภีร์และข้อความหนึ่งไม่สามารถมีความหมายขัดแย้งกับอีกข้อความหนึ่ง

• Look for universal truths in Scriptures. The Bible has principles with universal truths and application for our lives for all times and for all peoples. It has something to say about every issue in this life on earth. For e.g. 1 Cor. 15:39 speaks against the theory of evolution.
มองหาความจริงที่เป็นสากลที่ใช้ได้ทั่วไปจากข้อพระคัมภีร์ พระคัมภีร์มีหลักการในความจริงที่เป็นสากลและการประยุกต์ใช้สำหรับชีวิตของเราได้ตลอดเวลา และสำหรับทุกคน พระคัมภีร์มีเรื่องราวที่พูดเกี่ยวกับปัญหาในชีวิตของทุกคนบนโลกนี้ สำหรับเช่น 1โครินธ์ 15:39 พูดตรงข้ามหรือขัดแย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการ

• Apply it diligently
นำไปใช้อย่างขยันหมั่นเพียร
“Do not merely listen to the word, and so deceive yourselves. Do what it says. Anyone who listens to the word but does not do what it says is like a man who looks at his face in a mirror and, after looking at himself, goes away and immediately forgets what he looks like. But the man who looks intently into the perfect law that gives freedom, and continues to do this, nor forgetting what he has heard, but doing it – he will be blessed in what he does.”(James 1:22-25)
“แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเป็นการหลอกตัวเอง เพราะถ้าใครเป็นเพียงผู้ฟังพระวจนะและไม่ใช่ผู้ประพฤติตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนที่ดูหน้าของตนเองในกระจกเงา เพราะว่าเมื่อเห็นแล้วก็จากไป และลืมในทันทีว่าตนเองเป็นอย่างไร แต่ผู้ที่พินิจพิจารณาธรรมบัญญัติอันสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นธรรมบัญญัติแห่งเสรีภาพและตั้งมั่นในธรรมบัญญัตินั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่ฟังแล้วก็ลืม แต่เป็นผู้ที่ประพฤติตาม ผู้นั้นจะได้รับความสุขในการประพฤติของตน” (ยากอบ 1:22-25)

Once we have understood the message of the text we have read, the next thing to do is to put it into practice. It is one thing to agree with the scriptures, it is another to apply what you have read into your own lives. Ask yourselves these questions:
เมื่อเรามีความเข้าใจข้อความประเด็นของข้อพระคัมภีร์ที่เราได้อ่าน สิ่งต่อไปที่ควรทำคือ การนำข้อพระคัมภีร์ไปสู่การปฏิบัติ สิ่งหนึ่งที่แสดงว่ามีความเห็นพ้องกับข้อพระคัมภีร์ คือการที่คุณได้นำสิ่งที่คุณได้อ่านมาแล้วนั้นเข้ามาใช้ในชีวิตของคุณเอง ลองถามตัวคุณเองคำถามเหล่านี้:

o Is God giving me a promise?
พระเจ้าทรงกำลังให้พระสัญญาแก่ฉันไหม?

o Is there a commandment I should obey?
มีพระบัญญัติที่ฉันควรจะเชื่อฟังปฏิบัติตามหรือไม่?

o Is God saying something about my life that needs to change?
พระเจ้ากำลังตรัสอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตของฉันที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไหม?

o Is God revealing something about Himself?
พระเจ้าทรงกำลังเปิดเผยบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับพระองค์เองไหม?

o Is God teaching me something about life or people?
พระเจ้าทรงกำลังสอนอะไรบางอย่างแก่ฉันเกี่ยวกับชีวิตหรือผู้คนไหม?

Reading the Bible can be a personal time of communion with God. For this reason, hearing pulpit messages alone is not enough; we need to read the Bible for ourselves. For this is when God will speak personally to us.
การอ่านพระคัมภีร์สามารถถือว่าเป็นช่วงเวลาส่วนตัวของการสนทนาสื่อสารกับพระเจ้า ด้วยเหตุนี้การได้ยินข้อความเทศนาอย่างเดียวจึงไม่พอเพียง เราจำเป็นต้องอ่านพระคัมภีร์เพื่อตัวเราเอง การทำเช่นนี้เพื่อเวลาที่พระเจ้าจะตรัสกับเราเป็นการส่วนตัว

Personal Response
การตอบสนองส่วนบุคคล
• Set aside a time each day to pray and read the Bible as part of your daily devotional time with God. Do it regularly or you will not do it at all. You can make a note of each day’s reading and reflections in a personal journal. It will help you grow spiritually.
จัดสำรองเวลาในแต่ละวันเพื่อจะอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ โดยจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของเวลาเฝ้าเดี่ยวประจำวันของคุณกับพระเจ้า ทำอย่างสม่ำเสมอหรือคุณจะไม่ทำมันเลยก็ได้ คุณสามารถจดบันทึกการอ่านในแต่ละวันและการสะท้อนความเห็นจากการใคร่ครวญลงในบันทึกส่วนตัว มันจะช่วยให้คุณเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ

• It is important that we understand the Bible passages correctly when we read them. Therefore, it is necessary to follow these steps carefully and ask ourselves 3 important questions :
เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจเนื้อความข้อพระคัมภีร์อย่างถูกต้องเมื่อเราอ่าน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างระมัดระวังและถามตัวเอง 3 คำถามที่สำคัญ ดังนี้:

o Step One: Observation – What is the passage saying?
ขั้นตอนที่หนึ่ง: การสังเกต – ข้อพระคัมภีร์นั้นกำลังพูดถึงอะไร?

o Step Two: Interpretation – What does the passage mean?
ขั้นตอนที่สอง: การตีความ – ข้อพระคัมภีร์นั้นหมายถึงอะไร?

o Step Three: Application – What does this mean for me?
ขั้นตอนที่สาม: การประยุกต์ใช้– สิ่งนี้มีความหมายอะไรสำหรับฉัน?

All too often people rush to the application stage and bypass the interpretation stage: they want to know what it means for them before they know what it means. Other times, they rush to the interpretation stage and bypass the observation stage: they want to know what it means before they know what it says.
บ่อยครั้งที่ทุกคนรีบเร่งไปขั้นตอนการประยุกต์ใช้และหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตีความ พวกเขาต้องการที่รู้ว่า อะไรที่มีความหมายต่อพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะรู้ว่าข้อพระคัมภีร์นั้นหมายถึงอะไรเสียอีก อีกหลายครั้งที่พวกเขารีบเร่งไปที่ขั้นตอนการตีความและหลีกเลี่ยงขั้นตอนการสังเกต พวกเขาต้องการที่จะรู้ว่าข้อพระคัมภีร์หมายถึงอะไร ก่อนที่พวกเขารู้ว่าพระคัมภีร์กล่าวว่าอะไร

• Try this exercise: Read Luke 18:18-30 and write down the answers to the 3 questions:
• ลองทำแบบฝึกหัดนี้: อ่านลูกา 18:18-30 และเขียนคำตอบสำหรับคำถามทั้ง 3ข้อ:

What is the passage saying? ข้อพระคัมภีร์กำลังพูดถึงอะไร _______________________________
What does the passage mean? ข้อพระคัมภีร์นั้นหมายถึงอะไร? _____________________________
What does this mean for me? สิ่งนี้มีความหมายอะไรสำหรับฉัน? ___________________________

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต