CHAPTER 4 ชีวิตคริสตจักร

Sharing is caring!

Introduction บทนำ

When a person becomes a Christian, he is born into the family of God. He acquires new brothers and sisters who have similarly put their faith in Jesus Christ. Together we belong to the Body of Christ. We are children of one God, one faith, one family. We may come from different backgrounds, races, and social statuses, but we are all one in Christ. According to Galatians 3:26-29:

เมื่อคนหนึ่งได้มาเป็นคริสเตียน เขาได้รับการบังเกิดในครอบครัวของพระเจ้า เขาได้พี่น้องใหม่ที่มีในความเชื่อในพระเยซูคริสต์เหมือนกัน เราอยู่ร่วมกันในพระกายของพระคริสต์ เราเป็นลูกของพระเจ้าเดียว ในความเชื่อเดียว ในครอบครัวเดียว เราอาจจะมาจากภูมิหลัง, เชื้อชาติ, และสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวในพระคริสต์ ตามพระธรรมกาลาเทีย 3:26-29:
“You are all sons of God through faith in Christ Jesus, for all of you who were baptized in Christ have clothed yourselves with Christ. There is neither Jews nor Greek, slave nor free, male nor female, for you are all one in Christ Jesus. If you belong to Christ, then you are Abraham’s seed and heirs according to the promise.”
“เพราะว่าพวกท่านทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะว่าพวกท่านทุกคนที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์แล้ว ก็ได้สวมชีวิตของพระคริสต์ด้วย จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูคริสต์ และถ้าท่านทั้งหลายเป็นของพระคริสต์แล้ว ท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม คือเป็นทายาทตามพระสัญญา”

For this reason, it is important for us to come together regularly to fellowship in a church or Christian community. Fellowship is to share what we have in common – which is our faith in Jesus Christ. We come together as a community of God’s own people. It is not just a social gathering; there is a commitment to build each other up in our faith in Christ so that when Christ comes back again, we are still be walking in our faith and we will be ready for Him.
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราที่จะเข้ามาร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อการสามัคคีธรรมในคริสตจักรหรือในหมู่คนที่เป็นคริสเตียน การสามัคคีธรรมคือการแบ่งปันสิ่งที่เรามีร่วมกัน – ซึ่งก็คือเป็นความเชื่อของเราในพระเยซูคริสต์ เรามาร่วมกันเป็นชุมชนของคนของพระเจ้า ไม่ได้เป็นเพียงการชุมนุมทางสังคม เป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างเสริมกันและกันขึ้นมาในความเชื่อของเราในพระคริสต์ เพื่อที่ว่าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง เรายังคงเดินในความเชื่อของเราและเราจะถูกเตรียมพร้อมเพื่อพระองค์

The Importance of Fellowship
ความสำคัญของการสามัคคีธรรม
• As a witness to the world
• เพื่อเป็นพยานให้แก่ชาวโลก
“A new command I give you: Love one another. As I have loved you, so you must love one another. By this all men will know that you are my disciples, if you love one another.” (John 13:34,35)
“เราให้บัญญัติใหม่ไว้กับพวกท่าน คือให้รักซึ่งกันและกัน เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น 35ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา” (ยอห์น 13:34,35)

The kind of love we are commanded to have for each other in the church is “agape love” which is “love in spite of, not because of” personality, upbringing or abilities. It is unconditional and seeks the welfare of others before our own. It is this kind of love which testifies to the world that God is here in our church and His divine love transcends all racial, cultural, economic and social barriers so that His people are one.
ความรักในแบบที่เราได้รับบัญชาให้มีเพื่อกันและกันในคริสตจักรคือ “ความรักแบบอะกาเป้” ซึ่งก็คือ “ความรักที่แม้ว่า… , ไม่ใช่เพราะว่า…” บุคลิกภาพ การศึกษาอบรม หรือ ความสามารถ มันเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและพยายามค้นหาสวัสดิภาพ ความผาสุกของผู้อื่น ๆ ก่อนของตัวเราเอง เป็นความรักในแบบซึ่งเป็นพยานให้โลกเห็นว่า พระเจ้าทรงอยู่ที่นี่ อยู่ในคริสตจักรของเรา และความรักจากสวรรค์ของพระเจ้าเกินความเข้าใจ เหนืออุปสรรคของทุกเชื้อชาติ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้คนของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว

Hence, our church community must be a witnessing community, testifying to the world that God is with us. If it is like any other social community, then we are merely a social gathering and not a fellowship of faith in Christ.
ดังนั้นชุมชนคริสตจักรของเราจะต้องเป็นชุมชนที่เป็นพยาน เป็นหลักฐานยืนยันไปทั่วโลกว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา ถ้าเป็นเช่นสังคมชุมชนอื่น ๆ แล้ว เราก็จะเป็นเพียงการชุมนุมรวมกันทางสังคมและไม่มีการสามัคคีธรรมของความเชื่อในพระคริสต์
“Do not be yoked together with unbelievers. For what do righteousness and wickedness have in common? Or what fellowship can light have with darkness? What agreement is there between the temple of God and idols? For we are the temple of the living God. As God has said, ‘I will live with them and walk among them and I will be their God and they will be my people.’”(2 Corinthians 6:14,16)
“อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะว่าความชอบธรรมจะมีส่วนอะไรกับความอธรรม? และความสว่างจะมีส่วนกับความมืดได้อย่างไร วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพ? เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา” ” (2 โครินธ์ 6:14,16)

• As an encouragement to one another
เพื่อหนุนใจเป็นกำลังใจให้กับอีกคนหนึ่ง
“Let us not give up meeting together, as some are in the habit of doing, but let us encourage one another – and all the more as you see the Day approaching.” (Heb 10:25)
“อย่าขาดการประชุมเหมือนอย่างบางคนทำเป็นนิสัย แต่จงหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะพวกท่านก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว” (ฮีบรู 10:25)

When we gather as a church community, we are to show mutual love and encouragement for one another so that we may all persevere in faith and not give up and lose everything we have found in Christ.
เมื่อเรามารวมตัวกันเป็นชุมชนคริสตจักร ที่เราจะแสดงความรักซึ่งกันและกัน และหนุนใจให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราทุกคนยังคงพากเพียรในความเชื่อ และไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมสูญเสียทุกสิ่งที่เราได้ค้นพบในพระคริสต์

Therefore, a Christian fellowship should have the following:
ดังนั้นการสามัคคีธรรมของคริสเตียนควรมีสิ่งดังต่อไปนี้:
o A commitment of love – “Be devoted to one another in brotherly love. Honor one another above yourselves.” (Romans 12:10)
ข้อผูกพันแห่งความรัก – “จงรักกันฉันพี่น้อง จงขวนขวายในการให้เกียรติกันและกัน” (โรม 12:10)
o Sharing of resources – “All the believers were together and had everything in common. Selling their possessions and goods, they gave to anyone as he had need.” (Acts 2:44,45)
การแบ่งปันสิ่งของหรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน – “คนทั้งหมดที่เชื่อถือก็อยู่รวมกัน และนำทุกสิ่งมารวมเป็นของกลาง และพวกเขาขายที่ดินและทรัพย์สิ่งของมาแบ่งให้แก่กันตามความจำเป็น” (กิจการ 2:44,45)
o Caring for each other – “Do nothing out of selfish ambition or vain deceit, but in humility consider others better than yourselves. Each of you should look not only to your own interests, but also to the interests of others.” (Philippians 2:3,4)
การดูแลห่วงใยกันและกัน – “อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวด้วยใจถ่อม อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย” (ฟิลิปปี 2:3,4)
o Walking in the light – “If we claim to have fellowship with him yet walk in the darkness, we lie and do not live by the truth. But if we walk in the light, as he is in the light, we have fellowship with one another and the blood of Jesus, his Son, purifies us from every sin.” (1 John 1:6,7)
การเดินในความสว่าง – “ถ้าเราจะว่า เรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ขณะที่ยังเดินอยู่ในความมืด เราก็โกหก และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น” (1ยอห์น 1:6,7)

• As a Body of Christ
• เพื่อการเป็นพระกายเดียวกันของพระคริสต์
“There should be no division in the body, but that its parts should have equal concern for each other. If one part suffers, every part suffers with it; if one part is honored, every part rejoices with it. Now you are the body of Christ, and each of you is part of it. And in the church God had appointed first of all apostles, second prophets, third teachers, then workers of miracles, also those have gifts of healing, those able to help others, those with gifts of administration, and those speaking in different kinds of tongue.” (1 Corinthians 12:25-28)
“เพื่อไม่ให้มีการแตกแยกกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะต่างๆ มีความห่วงใยแบบเดียวกันต่อกันและกัน 26ถ้าอวัยวะหนึ่งทุกข์ อวัยวะทั้งหมดก็ร่วมทุกข์ด้วย ถ้าอวัยวะหนึ่งได้รับเกียรติ อวัยวะทั้งหมดก็ร่วมชื่นชมยินดีด้วย ส่วนท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และแต่ละอวัยวะก็เป็นส่วนหนึ่งของกายนั้น พระเจ้าทรงตั้งบางคนไว้ในคริสตจักร คือหนึ่ง บรรดาอัครทูต สอง บรรดาผู้เผยพระวจนะ สาม บรรดาอาจารย์ ต่อจากนั้น ผู้ทำการด้วยฤทธานุภาพ ต่อจากนั้น ของประทานในการรักษาโรค พวกที่ให้ความช่วยเหลือ พวกผู้นำและพวกที่รู้ภาษาแปลกๆ” (1โครินธ์ 12:25-28)

We are all parts of the Body of Christ; we not only belong to each other, we also belong to Christ, who is the Head of the Church. As such, there should be no division among people or competition for leadership and influence. God has given each one of us different spiritual gifts and abilities so that we can complement each other and serve one another. These gifts are given by the Holy Spirit and they are to be used to strengthen our body of believers in preparation for Christ’s return to earth again. Those who have one gift should not despise another person who does not have the same gift. Instead, the different gifts help us minister to each other in different ways and together, we build up the Church. For the Church is the “Bride of Christ” (Revelation 19:7), and we must be made ready for the Bridegroom, who is Christ, when He returns for us. This is our glorious hope as a Church.
เราเป็นอวัยวะทุกส่วนของพระกายของพระคริสต์ เราไม่เพียงเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เรายังเป็นของพระคริสต์ด้วย ผู้ทรงเป็นหัวหน้าเป็นศีรษะของคริสตจักร เช่นนี้ไม่ควรมีการแบ่งแยกกันในหมู่คนหรือมีการแข่งขันหรือแย่งกันในการเป็นผู้นำและเพี่อเป็นผู้มีอิทธิพล พระเจ้าได้ทรงประทานของของประทานฝ่ายวิญญาณให้เราแต่ละคนและความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อให้เราสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันและเพื่อปรนนิบัติผู้อื่น ของประทานเหล่านี้ได้ประทานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และของประทานจะถูกนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างร่างกายของเราของบรรดาผู้เชื่อในการเตรียมการสำหรับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ยังแผ่นดินโลกอีกครั้ง บรรดาผู้ที่มีของประทานหนึ่งไม่ควรดูถูกผู้อื่นที่ไม่ได้มีของประทานแบบเดียวกัน แต่เพื่อจะเราเสริมสร้างคริสตจักรขึ้น ของประทานที่แตกต่างกันจะช่วยให้เราปรนนิบัติซึ่งกันละกันในรูปแบบที่แตกต่างกันและทำร่วมกัน เพราะว่าคริสตจักรเป็นเสมือน “เจ้าสาวของพระคริสต์” (วิวรณ์ 19:7) และเราจะต้องทำการเตรียมพร้อมสำหรับเจ้าบ่าวซึ่งก็คือพระคริสต์เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จกลับมาเพื่อเรา นี่คือความหวังแห่งพระสิริอันรุงโรจน์ของเราในฐานะที่เป็นคริสตจักร

The Practices of the Church
การปฏิบัติของคริสตจักร
• The Worship of God
• การนมัสการพระเจ้า

“Worship the Lord with gladness; Come before him with joyful songs. Know that the Lord is God. It is he who made us, and we are his; we are his people, the sheep of his pasture.” (Psalm 100:2-3)
“จงปรนนิบัติพระยาห์เวห์ด้วยความยินดี จงเข้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ด้วยการร้องเพลง จงรู้เถิดว่า พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้า คือพระองค์เองที่ทรงสร้างเราทั้งหลาย และเราก็เป็นของพระองค์ เราเป็นประชากรของพระองค์ เป็นแกะแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์” (Psalm 100:2-3)

We go to church principally to worship God. To worship God is to acknowledge who God really is. He is our holy and glorious God who created us and called us to Himself. We belong to Him and He belongs to us.
เราไปที่คริสตจักรเพื่อการนมัสการพระเจ้าเป็นหลัก นมัสการพระเจ้าคือยอมรับรู้ว่า แท้จริงพระองค์เป็นใคร พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และพระเจ้าผู้ทรงพระสิริของเรา ผู้ที่สร้างเราและเรียกเรามาหาพระองค์ เราเป็นของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นของเรา
o Worship is acknowledging God’s character and power. When we praise Him, we express our adoration for how great and wonderful God really is. When we worship, it puts us into a right relationship with Him. We are created for our Creator-God and made to worship Him. When we worship Him, His presence will dwell among His people.
นมัสการเป็นการยอมรับรู้พระลักษณะและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เมื่อเราสรรเสริญพระองค์ เราแสดงความเคารพรักบูชาของเราว่าแท้จริงพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่และอัศจรรย์เพียงไร เมื่อเราบูชานมัสการ จะนำให้เราไปสู่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์ เราได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อพระผู้สร้างของเราและถูกสร้างมาเพื่อนมัสการพระองค์ เมื่อเรานมัสการพระองค์ การทรงสถิตของพระองค์จะอยู่ในหมู่คนของพระองค์
o Worship is an expression of love for God. We worship God because we love and adore Him. And so, we give our whole heart and life to serve Him. True worship is essentially loving God with our heart, mind, soul and spirit.
นมัสการคือการแสดงออกของความรักที่มีต่อพระเจ้า เรานมัสการพระเจ้าเพราะเรารักและเคารพบูชาพระองค์ ดังนั้นเราจะให้ทั้งหมดใจและชีวิตของเราเพื่อรับใช้พระองค์ การนมัสการที่แท้จริงเป็นการที่เรากำลังแสดงความรักโดยเนื้อแท้ต่อพระเจ้าด้วยหัวใจ ความคิดจิตใจและจิตวิญญาณของเรา
“To love him with all your heart, with all your understanding and with all your strength, and to love your neighbor as yourself, is more important than all burnt offerings and sacrifices.” (Mark 12:33)
“และการที่จะ รักพระองค์ด้วยสุดใจ สุดความเข้าใจ และสุดกำลัง และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ก็สำคัญกว่าเครื่องเผาบูชาและของถวายทั้งสิ้น” (มาระโก 12:33)

o Worship is a spiritual act. God is Spirit, therefore we must also worship Him “in spirit and in truth” (John 4:23-24). This requires the Holy Spirit to quicken our spirit in the inner being(Ephesians 3:16). Hence, only those who have been “born again of the Spirit” through faith in Jesus Christ can truly worship God (John 3:5-8)
นมัสการคือการแสดงออกของกระทำในฝ่ายจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณดังนั้นเราจึงยังต้องนมัสการพระองค์ “ด้วยจิตวิญญาณและความจริง” (ยอห์น 4: 23-24) สิ่งนี้ต้องอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเร่งจิตวิญญาณของเราซึ่งเป็นตัวตนของเราภายใน (เอเฟซัส 3:16) ดังนั้นเฉพาะผู้ที่ได้รับการ “เกิดใหม่อีกครั้งโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”โดยทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เท่านั้นจึงสามารถนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง (ยอห์น 3: 5-8)
o Worship must be sincere. Singing songs and making music do not constitute worship; but when we come with a preparation of a heart cleansed of sins, we can then worship in spirit and in truth. Songs and praises then become sincere and earnest expressions of our heart to God.
นมัสการต้องมีความจริงใจ ร้องเพลงและเล่นดนตรีไม่ได้ประกอบกันขึ้นเป็นเป็นการนมัสการ; แต่เมื่อเรามาด้วยการเตรียมความพร้อมของหัวใจที่ชำระให้สะอาดจากบาปแล้ว เราจึงสามารถนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง บทเพลงและการสรรเสริญจะกลายเป็นการแสดงออกที่แสดงความจริงใจและจริงจังของหัวใจของเราถวายแด่พระเจ้า

• Water Baptism
การบัพติศมาในน้ำ
“Or don’t you know that all of us who were baptized into Christ Jesus were baptized into his death? We were therefore buried with him through baptism into death in order that, just as Christ was raised from the dead through the glory of the Father, we too may live a new life.” (Romans 6:3,4)
“ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า เราผู้ที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในการตายของพระองค์? เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากตายโดยพระสิริของพระองค์แล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน” (โรม 6:3,4)

The word, “baptized” means to be “totally immersed” in water as a sign of repentance, and of faith in the death and resurrection of Jesus Christ. When we plunge into the water, we identify ourselves with the death of Christ to sin; when we emerge out of the water, we rise with Christ into new life.
คำว่า “บัพติศมา” หมายถึงการเป็น “จุ่มมิดจนท่วม” ในน้ำเป็นสัญลักษณ์ของการกลับใจ และเป็นสัญลักษร์ของความเชื่อในความตายและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เมื่อเราจุ่มแช่ลงไปในน้ำเราระบุตัวเองว่าเราได้ร่วมกับความตายของพระเยซูคริสต์เพื่อความบาป; เมื่อเราขึ้นจากน้ำ เราก็เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ในชีวิตใหม่
o It is not enough to say, “I believe”; we must act upon that belief. When a man says “I love you” but does nothing to show it in any way, those words become meaningless. We too are asked to demonstrate publicly our repentance from sins and our faith in Christ by going through a sacred act of water baptism. It is instituted by Christ and must be followed through in obedience.
มันไม่เพียงพอที่จะพูดว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ”; เราจำเป็นต้องปฏิบัติตามความเชื่อนั้นด้วย เมื่อชายคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันรักเธอ” แต่ไม่มีอะไรที่จะแสดงออกใดๆ คำพูดเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เราถูกร้องขอให้แสดงให้เห็นถึงการกลับใจของเราจากบาปต่อสาธารณชนด้วยและแสดงให้เห็นความเชื่อของเราในพระคริสต์โดยจะผ่านการแสดงออกตามหลักการทางศาสนาของการบัพติศมาในน้ำ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ให้มีขึ้นโดยพระคริสต์และต้องปฏิบัติตามผ่านการเชื่อฟัง
o In some churches, before a person can receive baptism, he or she has to go through “baptism class” to be properly instructed in the meaning of faith and baptism. In other churches, your sincere declaration of repentance and faith in Jesus’ redemptive sacrifice is sufficient ground for receiving baptism.
ในคริสตจักรบางที่ ก่อนที่คนจะได้รับบัพติศมา เขาหรือเธอจะต้องผ่าน “ชั้นเรียนการบัพติศมา” ที่จะได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องตามความหมายของความเชื่อและรับบัพติศมา ในคริสตจักรอื่น ๆ การประกาศความจริงใของการกลับใจของคุณและความเชื่อมั่นในความเสียสละพระชนม์เพื่อไถ่บาปของพระเยซูก็เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานสำหรับการรับบัพติศมาแล้ว

• Holy Communion
• พิธีมหาสนิท
“They devoted themselves to the apostles’ teaching and to the fellowship, to the breaking of bread and to prayer.” (Acts 2:42)
“เขาทั้งหลายอุทิศตัวเพื่อฟังคำสอนของบรรดาอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม รวมทั้งหักขนมปังและอธิษฐาน”(กิจการ 2:42)

The “breaking of bread” or the Holy Communion is another sacrament that we do as a Body of Christ to express our faith in the redemptive death of our Lord Jesus Christ. In baptism, we do it only once as an act of repentance and decision to turn to Christ; in Holy Communion, we do it regularly and repeatedly to affirm our continual faith in Him.
“การหักขนมปัง” หรือ ศีลมหาสนิท เป็นอีกพิธีสำหรับคริสต์ศาสนิกชน ที่เราทำในฐานะที่เสมือนเป็นพระกายเดียวของพระคริสต์ เพื่อแสดงออกความเชื่อของเราในการตายไถ่บาปขององค์พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ในการบัพติศมาในน้ำเราทำเพียงครั้งเดียวเป็นการกระทำของการกลับใจและการตัดสินใจหันไปหาพระคริสต์; แต่สำหรับในพิธีศีลมหาสนิทเราทำอย่างเป็นประจำและซ้ำ ๆ เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของเราในพระองค์
o The Holy Communion or Lord’s Supper was instituted by our Lord Jesus Himself on the night when he was betrayed.
ศีลมหาสนิท หรือ อาหารมื้อสุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้า ถูกตั้งขึ้นโดยพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเองในคืนวันที่พระองค์ถูกทรยศหักหลัง
“While they were eating, Jesus took bread, gave thanks and broke it, and gave it to his disciples, saying, ‘Take and eat; this is my body.’ Then he took the cup, gave thanks and offered it to them, saying, ‘Drink from it, all of you. This is my blood of the covenant, which is poured out for many for the forgiveness of sins.” (Matthew 26:26-28)
“ระหว่างรับประทานอยู่นั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังขึ้นมา และเมื่อขอพระพรแล้ว ก็ทรงหักส่งให้บรรดาสาวกตรัสว่า “จงรับไปกินเถิด นี่เป็นกายของเรา” แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วย เมื่อขอบพระคุณแล้ว ก็ทรงส่งให้พวกเขาตรัสว่า “จงรับไปดื่มทุกคนเถิด เพราะว่านี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาที่หลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนจำนวนมาก” (มัทธิว 26:26-28)
o The “bread” is symbolic of the body of Christ which was broken and offered as a sacrifice on the cross; the “wine” represents His blood which was shed for the forgiveness of our sins. Each time we participate in the Holy Communion, we are essentially declaring our faith in the death of Christ for our remission of sins. We must continue to affirm our faith in Christ until the Lord returns to earth again.
“ขนมปัง” เป็นสัญลักษณ์แทนร่างกายของพระคริสต์ซึ่งแตกหักและเป็นเครื่องบูชาแห่งความเสียสละบนไม้กางเขน; “ไวน์หรือเหล้าองุ่น” แสดงให้เห็นถึงพระโลหิตของพระองค์ซึ่งได้หลั่งออกมาเพื่อการอภัยบาปของเรา แต่ละครั้งที่เรามีส่วนร่วมในศีลมหาสนิท เรากำลังประกาศความเชื่อด้วยใจของเราในความตายของพระเยซูคริสต์เพื่อการยกโทษบาปของเรา เราต้องทำต่อเนื่องเพื่อยืนยันความเชื่อของเราในพระคริสต์จนกระทั่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับไปยังโลกอีกครั้ง
o This is a sacred act and anyone who participates in it in a disrespectful or careless manner, is guilty of desecrating the holy sacrifice of Christ. Therefore, it is always a good practice to examine our own hearts and confess our sins before we receive the holy sacraments.
พีธีนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยใจด้วยความเคารพยำเกรง และผู้ที่มีส่วนร่วมที่ไม่แสดงความเคารพ ไม่สุภาพหรือไม่ระมัดระวัง เป็นความผิดบาปของการดูหมิ่นเครื่องบูชาบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ ดังนั้นพิธีนี้จึงเป็นการปฏิบัติที่ดีเสมอเพื่อตรวจสอบท่าทีของใจเราและเพื่อสารภาพบาปของเราก่อนที่เราจะรับพิธีบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์

• Tithes and Offerings
• สิบลด และเครื่องบูชาทรัพย์พิเศษ
“Each man should give what he has decided in his heart to give, not reluctantly or under compulsion, for God loves a cheerful giver. And God is able to make all grace abound to you so that in all things at all times, having all that you need, you will abound in every good work.” (2 Corinthians 9:7-8)
“แต่ละคนจงให้ตามที่เขาคิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียดาย ไม่ใช่ให้ด้วยความจำใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนที่ให้ด้วยใจยินดี และพระเจ้าสามารถประทานพรทุกอย่างแก่ท่านทั้งหลายอย่างเหลือล้น เพื่อว่าเมื่อมีทุกอย่างเพียงพออยู่เสมอ ท่านยังจะมีเหลือล้นสำหรับการดีทุกอย่างด้วย”(2 โครินธ์ 9:7-8)

Many people misunderstand this act of tithing and giving as a kind of donation to the church. This is not so. God owns everything in heaven and on earth; He does not need our money. But God has made us stewards of the material gifts He has given us. He has also given man dominion over the earth in order to take care of it and to manage it (Genesis 2:15). Therefore, we are made owners only to be caretakers. We cannot serve both God and money (Matthew 6:24).
หลายคนมีเข้าใจผิดในเรื่องการถวายสิบลดและให้เหมือนเป็นการบริจาคประเภทหนึ่งเพื่อคริสตจักร ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของทุกอย่างในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก พระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้เงินของเรา แต่พระเจ้าได้ทำให้เราเป็นผู้ดูแลจัดการของประทานในด้านเงินทองทางโลกที่พระองค์เป็นผู้ประทานให้เรา พระองค์ทรงให้มนุษย์ครอบครองเหนือโลกเพื่อที่จะดูแลและบริหารจัดการสิ่งของบนโลก (ปฐมกาล 2:15) ดังนั้นเราจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเจ้าของเพื่อเป็นเพียงผู้ดูแลเท่านั้น เราไม่สามารถปรนนิบัติทั้งพระเจ้าและเงินได้ (มัทธิว 6:24)

Therefore, we give tithes and offerings as an act of accountability to God:
ดังนั้นเราถวายสิบลดและถวายเครื่องบูชาทรัพย์พิเศษเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพระเจ้า:
o Principle of stewardship – God has entrusted us with material things with the responsibility of stewardship. We are accountable to God for how well we manage our money; and for how well we use it to help others as well (Ephesians 4:28). See Luke 12:42-48.
หลักการของการดูแลบริหารจัดการ – พระเจ้าได้ให้ความไว้วางใจเราในการดูแลรับผิดชอบกับสิ่งของหลายสิ่งที่เป็นสิ่งของทางโลก เราต้องสามารถแจกแจงต่อพระเจ้าสำหรับการจัดการเงินของเราอย่างดี; และวิธีที่เราจะใช้เงินเพื่อช่วยให้คนอื่น ๆ อย่างดีด้วยเช่นกัน (เอเฟซัส 4:28) ดูพระธรรมลูกา 12: 42-48
o Tithing – A tenth of our income belongs to God. This tithe is to be set aside for the church and the people who serve there (Leviticus 27:31-32). We are asked to give back a portion of what God has given us; we are not asked to give beyond our means. See Malachi 3:8-12.
การถวายสิบลด – หนึ่งในสิบของรายได้ของเราเป็นของพระเจ้า สิบลดนี้ถูกจัดไว้สำหรับคริสตจักรและคนที่ทำหน้าที่ในการปรนนิบัติรับใช้ (เลวีนิติ 27: 31-32) เราถูกขอร้องให้ถวายกลับคืนส่วนหนึ่งของสิ่งที่พระเจ้าได้ให้เรา; เราไม่ได้ถูกร้องขอให้เกินที่เราหมายถึง ดูมาลาคี 3: 8-12
o Giving comes with promises. If we are faithful in giving, God will surely bless us abundantly. He is no debtor to anyone. When we trust Him with what we have, He will more than abundantly supply all our needs so that we do not have to worry about these things. See 2 Corinthians 9:6-11; Luke 12:22-34; Matthew 6:25-34.
การให้มาพร้อมกับสัญญา ถ้าเรามีความสัตย์ซื่อในการถวาย พระเจ้าก็จะอวยพรเราอย่างล้นเหลือแน่นอน เขาเป็นจะไม่เป็นลูกหนี้ใคร เมื่อเราวางใจในพระองค์กับสิ่งที่เรามีพระองค์จะเป็นผู้จัดหาทุกความต้องการทั้งหมดของเราให้มากกว่าอย่างล้นเหลือ ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ดู 2 โครินธ์ 9: 6-11; ลูกา 12: 22-34; มัทธิว 6: 25-34
o Guards against greed – Greed is a craving for more and more things. It is self-destructive and makes us slaves to material things. The relentless pursuit of wealth leads to many temptations and harmful desires. Giving teaches us contentment and focuses on what we need, rather than what we want. See Exodus 20:17; Matthew 6:19-21; 1 Timothy 6: 6-10; James 5:1-6.
การป้องกันจากความโลภ – ความโลภเป็นความกระหายอยากมีอยากได้บางสิ่งให้มากขึ้น มันเป็นตัวทำลายและทำให้เราตกเป็นทาสวัตถุสิ่งของ การแสวงหาอย่างไม่หยุดยั้งของความมั่งคั่งจะนำไปสู่การทดลองมากมายและความปรารถนาที่เป็นอันตราย การให้สอนให้เรามีความพอใจและมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เราจำเป็นมากกว่าสิ่งที่เราต้องการอยากได้ ดูอพยพ 20:17; มัทธิว 6:19-21; 1 ทิโมธี 6:6-10; ยากอบ 5:1-6
o Principle of Equality – God desires that there is no huge gap between the rich and the poor. We are asked to share our abundance with those who are in poverty so that those who have, do not have too much; and those who don’t have, will not lack. See 2 Corinthians 8:12-15; Deuteronomy 15:7-11.
หลักการของความเสมอภาคเท่าเทียมกัน – พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้มีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคนรวยและคนจน เราถูกร้องขอให้แบ่งปันความบริบูรณ์เกินพอของเรากับผู้ที่อยู่ในความยากจน เพื่อให้ผู้ที่มีจะได้ไม่มีมากเกินไป และผู้ที่ไม่มีจะได้ไม่ขาด ดู 2 โครินธ์ 8:12-15; เฉลยธรรมบัญญัติ 15:7-11

Personal Response
การตอบสนองของบุคคล
• State if you think the following statements are true or false:
โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านต่อถ้อยแถลงต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

o As long as I believe in God, going to church is secondary
ตราบเท่าที่ฉันเชื่อในพระเจ้า การไปโบสถ์ถือเป็นเรื่องรอง……………………………….

o If I know God loves me, I will also love others
ถ้าฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงรักฉัน ฉันก็จะรักคนอื่นด้วย……………………………….

o I cannot be baptized because I am a terrible sinner
ฉันไม่สามารถได้รับบัพติศมาได้ เพราะผมเป็นคนบาปที่แย่มาก……………………………….

o I go to church whenever I don’t have extra work to do on Sundays
ฉันไปโบสถ์ทุกครั้ง เมื่อฉันไม่ต้องทำงานพิเศษในวันอาทิตย์……………………………….

o I worship God in my heart but I also want to sing praises out loud
ฉันนมัสการพระเจ้าในหัวใจของฉัน แต่ฉันยังต้องการที่จะร้องเพลงสรรเสริญออกมาดังๆ……………………………….

o I feel that the Holy Communion is too sacred for me to partake
ฉันรู้สึกว่าศีลมหาสนิทเป็นการปฏิบัติด้วยความเคารพยำเกรงเกินกว่าที่ฉันจะมีส่วนร่วม……………………………….

o Poor people don’t need to give tithes and offerings
คนยากจนไม่จำเป็นต้องถวายสิบลดและถวายการเครื่องบูชาทรัพย์พิเศษ……………………………….

o Contentment means you do away with excess
ความพอใจหมายความว่าคุณทำหรือถวายด้วยส่วนที่เกิน……………………………….

o Offerings are a donation to the church
ถวายการเครื่องบูชาทรัพย์พิเศษเป็นการถวายเพื่อคริสตจักร……………………………….

o I can do whatever I want with the money I earned
ฉันสามารถทำอะไรก็ได้ที่ฉันต้องการด้วยเงินที่ฉันได้รับมา……………………………….

• Make a covenant with God regarding the following practices in the church. Complete the sentences in your own words. Be specific.
ทำพันธสัญญากับพระเจ้าเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อไปนี้ในคริสตจักร เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยคำพูดของคุณเอง โปรดระบุเฉพาะเจาะจง……………………………….

o When I worship God, I will
เมื่อฉันนมัสการพระเจ้า ฉันจะ……………………………….

o Regarding Water Baptism, I will
การเกี่ยวกับการบัพติศมาด้วยน้ำ ฉันจะ……………………………….

o In Holy Communion, I will
ในพิธีศีลมหาสนิท ฉันจะ………………………………. 

o For my tithes and offerings, I will
สําหรับการถวายสิบลดและการถวายเครื่องบูชาทรัพย์พิเศษของฉัน ฉันจะ……………………………….

o When I fellowship with believers, I will
เมื่อฉันสามัคคีธรรมกับผู้เชื่อ ฉันจะ……………………………….

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต