CHAPTER 5 การเป็นพยานให้กับผู้อื่น

Sharing is caring!

Introduction
บทนำ
“But you will receive power when the Holy Spirit comes on you; and you will be my witnesses in Jerusalem, and in all Judea and Samaria, and to the ends of the earth.”
(Acts 1:8)
“แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ 1:8)

“Follow me, and I will make you fishers of men.” (Matthew 4:19)
“จงตามเรามา และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา” (มัทธิว 4:19)

The Bible clearly shows that it is God’s desire and intention that every Christian give witness to their faith and win others to Christ. He wants us to pass on the good news of the Gospel. This is not an option.
พระคัมภีร์แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นความปรารถนาและความตั้งใจของพระเจ้า ที่ต้องการให้คริสเตียนทุกคนให้เป็นพยานในความเชื่อของพวกเขาและชักชวนคนอื่น ๆ ให้รักพระเยซูคริสต์ พระองค์ต้องการให้เราส่งต่อข่าวดีแห่งข่าวประเสริฐพระกิตติคุณ สิ่งนี้ไม่ได้เป็นทางเลือก

Why Share the Gospel?
ทำไมต้องแบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณ?
• It’s God’s will
• เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
“And He said to them, ‘Go into all the world and preach the good news to all creation. Whoever believes and is baptized will be saved; but whoever does not believe will be condemned.’” (Mark 16:15-16)
“พระองค์ตรัสสั่งพวกสาวกว่า “พวกท่านจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ใครเชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ใครไม่เชื่อจะต้องถูกลงโทษ” ( มาระโก 16:15-16)

God does not want anyone to perish because of their sins (2 Peter 3:9). God loves the world, and wants every sinner to be given the opportunity to receive salvation. That’s why God commands us to go and tell everyone. If we don’t do it, who will? We need to discharge our responsibility in obedience to Christ because He saved us. If we are grateful; we will do it willingly.
พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้ใครพินาศเพราะบาปของพวกเขา (2 เปโตร 3:9) พระเจ้าทรงรักโลกและต้องการให้คนบาปทุกคนได้รับโอกาสที่จะได้รับความรอด นั่นเป็นเหตุผลที่พระเจ้าบัญชาให้เราออกไปและบอกทุกคน ถ้าเราไม่ได้ทำ ใครจะเป็นอย่างไร? เราจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงด้วยความรับผิดชอบของเราในการเชื่อฟังพระคริสต์ เพราะพระองค์ช่วยเราให้รอด ถ้าเรามีความกตัญญู; เราจะกระทำด้วยความเต็มใจ

• The Great Commission
• พระมหาบัญชาที่มอบหมายให้ทำ
“All authority in heaven and on earth has been given to me. Therefore go and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit, and teaching them to obey everything I have commanded you. And surely I am with you always to the very end of the age.” (Matthew 28:18-20)
“พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับพวกเขาว่า “สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:18-20)

Before Christ ascended to Heaven, He gave us the task of making disciples of all peoples in all nations. We are not only to share the gospel but to teach and lead people into discipleship. This means following up on new Christians until they can stand on their own feet. We do not abandon new believers after they have accepted Christ. It would be like abandoning newborn infants. Also, Christ has promised to be with us. We go out into the world with His authority and in His Name.
ก่อนที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ได้มอบหมายงานให้เราสร้างทุกคนทุกชาติให้เป็นสาวกพระองค์ เราไม่เพียงแต่ที่จะแบ่งปันพระกิตติคุณ แต่จงสอนและนำคนเข้ามาเป็นสาวก ซึ่งหมายความว่าติดตามดูแลคริสตชนใหม่จนกว่าพวกเขาจะสามารถยืนได้ด้วยตัวของเขาเอง เราไม่ได้ละทิ้งผู้เชื่อใหม่หลังจากที่พวกเขาได้รับต้อนรับพระคริสต์แล้ว ซึ่งจะเป็นเหมือนการทิ้งทารกแรกเกิด พระคริสต์ได้ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราด้วย เราออกไปสู่โลกด้วยสิทธอำนาจของพระองค์และในพระนามของพระองค์

• Salvation is through Christ alone.
ความรอดเป็นได้ผ่านพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียว
“Salvation is found in no one else, for there is no other name under heaven given to men by which we must be saved.” (Acts 4:12)
“ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กิจการ 4:12)

We need to share the gospel because there is no other way for people to obtain salvation. The reason is not to make people change religion; it is to help them find true salvation. Christ died for the world, not just for us. If we know a cure for a disease, we would surely share it. Why shouldn’t we share the cure for the sins of mankind? Everybody needs salvation.
เราจำเป็นต้องแบ่งปันพระกิตติคุณ เพราะไม่มีวิธีอื่นใดเพื่อคนจะได้รับความรอด เหตุผลก็คือไม่ใช่เป็นการที่จะทำให้คนเปลี่ยนศาสนา; แต่เป็นการช่วยให้พวกเขาได้พบกับความรอดที่แท้จริง พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อทั้งโลกไม่ใช่แต่เพียงเพื่อเราเท่านั้น ถ้าเรารู้วิธีการรักษาโรค แน่นอนเราจะต้องการแบ่งปันออกไป แล้วทำไมเราจึงไม่ควรแบ่งปันการเยียวยารักษาความผิดบาปของมนุษย์? ทุกคนต้องการความรอด

• People are headed for destruction
• ผู้คนถูกนำไปสู่การทำลาย
“Enter through the narrow gate. For wide is the gate and broad is the road that leads to destruction, and many enter through it. But small is the gate and narrow the road that leads to life, and only a few find it.” (Matthew 7:13-14)
“จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่ และทางกว้างนั้นนำไปถึงความพินาศ และคนทั้งหลายที่เข้าไปทางนั้นมีมาก เพราะประตูที่แคบและทางที่ลำบากนั้นนำไปสู่ชีวิต และพวกที่หาพบก็มีน้อย” (มัทธิว 7:13-14)

There are only two routes we can take – one that leads to destruction or one that leads to life. Yet the majority of people, for pride or folly, are already heading down the road that leads to destruction. If we do not warn them of what’s ahead, we will lose them; even our loved ones will die if we do not tell them.
มีเพียงสองเส้นทางที่เราสามารถใช้ – ทางหนึ่งที่นำไปสู่การทำลายหรืออีกทางหนึ่งที่นำไปสู่ชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ ด้วยความเย่อหยิ่งหรือความโง่เขลา ได้กำลังมุ่งหน้าลงไปตามถนนที่นำไปสู่การทำลาย ถ้าเราไม่ได้เตือนพวกเขาว่าอะไรเป็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้า เราจะสูญเสียพวกเขาไป; แม้กระทั่งคนที่เรารักก็จะตายถ้าเราไม่ได้บอกพวกเขา

• The Soul is priceless.
ความคิดจิตใจเป็นสิ่งที่น่าแปลก
“What good is it for a man to gain the whole world, yet forfeit his soul? Or what can a man give in exchange for his soul?” (Mark 8:36,37)
“เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไรถ้าได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน คนนั้นจะเอาอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา” (มาระโก 8:36,37)

Our soul has eternity; our body does not. It can either spend eternity in hell or in heaven. The soul is also the heartbeat of a person’s life – it constitutes our heart, will and mind. If the soul is sick, the whole body is affected. Therefore, our soul is priceless; it needs to be redeemed.
ความคิดจิตใจของเรามีความเป็นนิรันดร์; แต่ร่างกายของเราไม่ใข่ มันสามารถใช้ความเป็นนิรันดร์ในนรกหรือไม่ก็ในสวรรค์ ความคิดจิตใจยังเป็นการเต้นของหัวใจของชีวิตของคน – ประกอบด้วย หัวใจ ความปรารถนา และความคิด ถ้าจิตใจเจ็บป่วย ร่างกายได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นความคิดจิตใจของเราจึงเป็นสิ่งที่น่าแปลกและจำเป็นต้องได้รับการไถ่

• The harvest is ready.
• การเก็บเกี่ยวเตรียมพร้อมแล้ว
“Do you not say, ‘Four months more and then the harvest?’ I tell you, open your eyes and look at the fields! They are ripe for harvest.” (John 4:35)
พวกท่านบอกว่าอีกสี่เดือนจะถึงฤดูเกี่ยวข้าวแล้วไม่ใช่หรือ? ส่วนเราบอกพวกท่านว่า เงยหน้าขึ้นดูนาเถิด ทุ่งนาเหลืองอร่ามและถึงเวลาเกี่ยวแล้ว (ยอห์น 4:35)

There are many people in the world seeking for a meaning in life and they are in desperate need of God. They are ready to listen to what we have to say. We are to go and seek them out. We are not asked to convert those who are hard and resistant; we are to seek those willing to listen. Their hearts have already been prepared by God. We only need to reap what others have sown.
มีคนจำนวนมากในโลกที่กำลังมองหาความหมายในชีวิตและพวกเขาอยู่ในความต้องการพระเจ้าอย่างสุดกำลัง พวกเขาพร้อมที่จะฟังสิ่งที่เราจะต้องบอก เราจะไปและค้นหาพวกเขาออกมา เราไม่ได้ถูกขอให้เปลี่ยนแปลงผู้ที่แข็งกระด้างและต่อต้าน; เราแสวงหาผู้ที่ยินดีที่จะรับฟัง หัวใจของพวกเขาได้รับการจัดเตรียมไว้แล้วโดยพระเจ้า เราเพียงต้องการเก็บเกี่ยวสิ่งที่คนอื่น ๆ ได้หว่านแล้วนั้น

How to share the Gospel
วิธีการแบ่งปันพระกิตติคุณของพระเยซู
• Make it personal. To be a witness is a personal thing; you are simply sharing what you have experienced and what God has done for you. Don’t preach. Share your testimony. Use “I” rather than “you.”
ทำแบบส่วนตัว การเป็นพยานคือสิ่งที่เป็นส่วนบุคคล เป็นเพียงการแบ่งปันสิ่งที่คุณมีประสบการณ์กับพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าได้ทำเพื่อคุณ ไม่ใช่การประกาศสอน แต่แบ่งปันคำประจักษ์พยานของท่าน จะใช้คำว่า “ฉัน” มากกว่า “คุณ.”
• Find a point of contact. When Jesus met the Samaritan Woman in John 4:7, He got a conversation going by finding a common ground – water. Begin from the other person’s interest, not ours. Friendship builds bridges of communication.
หาจุดของการเชื่อมต่อ เมื่อพระเยซูได้พบกับผู้หญิงในสะมาเรียในพระธรรมยอห์น 4:7, พระองค์เริ่มการสนทนาที่เกิดขึ้นโดยการหาข้อสนทนาแบบพื้นๆคือเรื่อง น้ำ เริ่มต้นจากความสนใจของคนอื่นไม่ใช่ของเรา มิตรภาพจะช่วยสร้างสะพานในการสนทนาสื่อสาร
• Identify the need. Every person has a particular need. Identify that need and show them how God can meet that need. For e.g. a drug addict needs release; a dying man needs assurance of heaven; a sick man needs healing.
พิสูจน์โดยการมีส่วนร่วมในความต้องการ ทุกคนมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจง พิสูจน์โดยการมีส่วนร่วมในความต้องการนั้นและแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพระเจ้าสามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้ ตัวอย่างเช่น การติดยาเสพติดต้องการปลดปล่อย; คนที่กำลังจะตายต้องการความเชื่อมั่นในเรื่องสวรรค์ คนป่วยต้องการการรักษาเยียวยา
• Use the Word of God. A verse or two from Scriptures can add power to your story and confirm everything you say. Keep the gospel simple. Don’t get side-tracked but keep to what Christ has done on the cross and what His death and resurrection means for us all.
ใช้พระวจนะของพระเจ้า ข้อพระคำหนึ่งหรือสองข้อจากพระคัมภีร์สามารถเพิ่มฤทธิ์เดชในการเล่าเรื่องราวของคุณและยืนยันทุกอย่างที่คุณพูด ให้พระกิตติคุณเป็นเรื่องงง่ายๆ ไม่ต้องพูดอ้อมคร้อม แต่ให้พูดตรงประเด็นว่าพระเยซูคริสต์ได้ทำอะไรบนไม้กางเขนและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์และการฟื้นคืนชีพของพระเยซูมีความหมายอะไรสำหรับพวกเราทุกคน
• Don’t argue. If someone is not willing to listen to you; don’t force it. When Jesus sent out the disciples two by two, He told them to look for the “man of peace” (Luke 10:5-6). It means that we are to share with those who are willing to hear, not those who aren’t.
อย่าโต้เถียง ถ้ามีคนไม่เต็มใจที่จะฟังคุณ; อย่าบังคับเขา เมื่อพระเยซูทรงส่งสาวกออกไปเป็นคู่พระองค์ตรัสสั่งพวกเขาว่าบอกว่าจงมองหา “คนแห่งสันติสุข” (ลูกา 10: 5-6) นั่นหมายความว่าเราจะแบ่งปันกับผู้ที่มีความเต็มใจที่จะได้ยิน ไม่ใช่ผู้ที่ไม่เต็มใจ
• Start from where you are. When Jesus delivered a demon-possessed man, He asked him to return to his own house and show them what God has done for him (Luke 8:26-40). We may have to begin from our home first; it is natural to start with people we know and love.
เริ่มต้นจากที่ที่คุณอยู่ เมื่อพระเยซูปลดปล่อยคนที่ถูกผีสิง พระองค์ขอให้เขากลับไปที่บ้านของเขาเองและแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงทำอะไรกับเขา (ลูกา 8:26-40) อันดับแรกเราอาจจะต้องเริ่มต้นจากที่บ้านของเราก่อน; เป็นธรรมดาที่เราควรจะเริ่มต้นกับคนที่เรารู้จักและคนที่เรารักก่อน
• Be humble and gentle. God is sending us out as “sheep among wolves” (Matthew 10:16). Therefore, while we need to be wise in our ways, we should also be gentle and humble in our approach. Never resort to manipulation. See 2 Timothy 2:25.
ให้อ่อนน้อมถ่อมตนและสุภาพ พระเจ้าจะส่งเราออกเป็นเสมือน “แกะท่ามกลางฝูงสุนัขป่า” (มัทธิว 10:16) ดังนั้น ในขณะนั้นเราจำเป็นต้องมีสติปัญญาในวิถีทางของเรา เราก็ควรจะต้องสุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตนเมื่อเราเข้าไปหา ไม่อาศัยวีธีต้มตุ่น เชิดโกง ปลุกปั่น ดู 2 ทิโมธี 2:25
• Depend on the Holy Spirit. Be prayerful. The Holy Spirit is the one who convicts people of sins and salvation. He can also give you the right words to say (Matthew 10:20). If people do not understand what we are telling them, it is probably because Satan has blinded their eyes. Pray for a breakthrough.
พึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้อธิษฐาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะตัดสินว่าผู้ใดที่เป็นคนบาปและผู้ใดได้รับความรอด นอกจากนี้พระองค์จะประทานถ้อยคำที่เหมาะสมที่จะพูดให้คุณด้วย (มัทธิว 10:20) ถ้าคนไม่เข้าใจสิ่งที่เราจะบอกพวกเขา ก็อาจเป็นเพราะซาตานปิดตาของพวกเขาไว้ อธิษฐานขอทรงกระทำให้อุปสรรคหมดไป

What to Share
อะไรที่ต้องแบ่งปัน
• The Gospel
• พระกิตติคุณ
“By this gospel you are saved …For what I received I passed on to you as of first importance: that Christ died for our sins according to the Scriptures, that he was buried, that he was raised on the third day, according to the Scriptures” (1 Corinthians 15:2-4).
“และท่านจะได้รับความรอดโดยข่าวประเสริฐนั้น ถ้าพวกท่านยังยึดมั่นในคำที่ข้าพเจ้าประกาศนั้น นอกจากว่าท่านเชื่อแบบไร้ผล เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่านคือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ (1โครินธ์ 15:2-4)

There are a few key points in the Gospel and it is good to know them well and to memorize the relevant Scriptures. One method is the “Roman Road to Life”:
มีจุดที่เป็นกุญแจสำคัญไม่กี่แห่งในพระกิตติคุณ และเป็นสิ่งที่ดีที่จะรู้ข้อพระคำที่กุญแจสำคัญนั้นเป็นอย่างดีและจดจำข้อคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง วิธีการหนึ่งคือ “เส้นทาง(พระธรรม)โรมเพื่อชีวิต”:
o All are sinners – Romans 3:23: “All we have sinned and fall short of the glory of God.”
ทุกคนเป็นคนบาป– โรม 3:23:”เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า”
o Sins have consequences – Romans 6:23: “For the wages of sin is death but the gift of God is eternal life in Christ Jesus our Lord.”
บาปมีผลกระทบ– โรม 6:23:”เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”
o Jesus died for our sins – Romans 5:8: “But God demonstrates his own love for us in this: While we were still sinners, Christ died for us.”
พระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา– โรม 5:8: “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา “
o We need to believe in Jesus as Lord – Romans 10:9,10: “That if you confess with your mouth, ‘Jesus is Lord’ and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved. For it is with your heart that you believe and are justified, and it is with your mouth that you confess and are saved.”
เราจำเป็นต้องเชื่อว่าพระเยซูเป็นองค์พระเจ้า– โรม 10: 9,10: “คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด”

All these verses come from the Book of Romans so that it is easy for you to search and remember. There are many other Bible verses that you can also memorize and use:
ข้อพระคัมภีร์ทั้งหมดเหล่านี้มาจากหนังสือพระธรรมโรม เพื่อให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณที่จะค้นหาและจดจำ ยังมีหลายข้อพระคัมภีร์อื่น ๆอีก ที่คุณสามารถจดจำและใช้ได้ ดังนี้:

o All are sinners = Isaiah 53:6
ทุกคนเป็นคนบาป = อิสยาห์ 53:6
o Sins have consequences = Hebrews 9:27
บาปมีผลกระทบ = ฮีบรู 9:27
o God loves the world = John 3:16
พระเจ้าทรงรักโลก = ยอห์น 3:16
o Christ died for our sins = Isaiah 53:4,5; 1 Peter 3:18
คริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา = อิสยาห์ 53:4,5; 1เปโตร 3:18
o Christ the only way = John 14:6; John 5:24; Acts 4:12
พระคริสต์เป็นทางเดียว = ยอห์น 14: 6; ยอห์น 5:24; กิจการ 4:12
o Need to repent and receive forgiveness = Acts 2:38; 16:31
ต้องกลับใจและได้รับการให้อภัย = กิจการ 2:38; 16:31
o Salvation is by grace, not works = Ephesians 2:8-9
ความรอดโดยพระคุณไม่ใช่กระทำ = เอเฟซัส 2:8-9
o Christ seeks the lost = Revelation 3:20
พระคริสต์ตามหาผู้หลงหาย = วิวรณ์ 3:20

• Your testimony
• คำพยานของคุณ
“When all the people saw him walking and praising God, they recognized him as the same man who used to sit begging at the temple gate called Beautiful, and they were filled with wonder and amazement at what had happened to him.” (Acts 3:9,10)
“คนทั้งหมดเห็นเขาเดินและสรรเสริญพระเจ้า ก็จำได้ว่าเขาคือคนที่เคยนั่งขอทานอยู่ที่ประตูงามของพระวิหาร เขาทั้งหลายจึงประหลาดใจและอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนนั้น” (กิจการ 3:9,10)

A good witness simply talks about what he has seen and experienced; he does not have to know everything in order to be a witness. He is simply being authentic.
พยานที่ดีที่เรียบง่ายจะพูดถึงสิ่งที่เขาได้เห็นและมีประสบการณ์; เขาไม่ได้รู้ทุกอย่างเพื่อที่จะเป็นพยาน ง่ายๆเพียงแค่เล่าเรื่องที่เป็นจริง ที่เชื่อถือได้
o Begin with the needs that brought you to Christ – Share how you came to be interested about God. Was it a sickness? A family problem? A question in the mind? Was it curiosity about someone or something you saw?
การเริ่มต้นที่ความจำเป็นที่นำคุณมาถึงพระคริสต์ – แบ่งปันว่าคุณมาให้ความสนใจเกี่ยวกับพระเจ้าได้อย่างไร เรื่องความเจ็บป่วยไหม? ปัญหาครอบครัวไหม? คำถามที่ค้างคาอยู่ในใจไหม? ปรากฏการณ์แปลกหรือผิดธรรมดาเกี่ยวกับคนหรือสิ่งที่คุณเห็นไหม?
o Share what you heard about Christ and what it means to you – Don’t preach but share why the gospel means something to you. What made you decide to repent and believe in Christ? What did you do? When did you give your life to Christ?
การแบ่งปันสิ่งที่คุณได้ยินเกี่ยวกับพระคริสต์และสิ่งที่มีความหมายกับคุณ – ไม่ใช่การสั่งสอน แต่แบ่งปันว่าทำไมพระกิตติคุณจึงมีความหมายหมายกับคุณ อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจที่จะกลับใจและเชื่อในพระคริสต์? คุณได้ทำอะไร? คุณได้มอบชีวิตของคุณให้พระคริสต์เมื่อใด?
o Tell about life after you received Christ – How did you feel when that happened? Did you experience peace, joy? What changed after you accepted Christ? How did it affect you and your family? What does Jesus Christ mean to you now?
เล่าเกี่ยวกับชีวิตหลังจากที่คุณได้ต้อนรับพระคริสต์ – คุณรู้สึกยังไงเมื่อต้อนรับแล้ว? คุณได้สัมผัสประสบการณ์ในความสงบสันติสุข ความสุขยินดีไหม? สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่คุณได้ต้อนรับพระคริสต์? สื่งนี้มีผลต่อคุณและครอบครัวของคุณอย่างไร? ปัจจุบันพระเยซูคริสต์มีความหมายอะไรต่อคุณ?

Personal Response
การตอบสนองส่วนบุคคล
• We need to be ready to share our testimony. Take time now to write them down:
What needs got you started?
เราจะต้องมีความพร้อมที่จะแบ่งปันคำพยานของเรา ใช้เวลาในขณะนี้เพื่อจะเขียนคำพยานลงไป:
ความจำเป็นอะไรที่คุณได้รับเมื่อเริ่มต้น? 
What happened when you heard about Christ?
เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระคริสต์
How has it changed your life now?
สิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณตอนนี้อย่างไร?

• Watch your life: Read the following verses and share your reflections:
• เฝ้าดูชีวิตของคุณ: อ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้และแบ่งปันภาพสะท้อนของคุณ
o 2 Timothy 1: 7-8________________________________________
2 ทิโมธี 1:7-8
o 1 Timothy 4:12 _________________________________________
1 ทิโมธี 4:12
o 1 Timothy 4:16__________________________________________
1 ทิโมธี 4:16

• Practice: Pair up with another person and practice sharing the Gospel – one to one.
• การฝึกปฏิบัติ: จับคู่ขึ้นกับอีกคนหนึ่ง และฝึกปฏิบัติการแบ่งปันพระกิตติคุณ – แบบตัวต่อตัว

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต