CHAPTER 6 ปกครองของพระคริสต์

Sharing is caring!

Introduction  บทนำ
The Christian life is fundamentally a relationship with God. To nurture that relationship, we need to converse with God in prayer, and listen to Him through the Word of God. We also need fellowship with other Christians and to witness to the Gospel.
ชีวิตคริสเตียนมีพื้นฐานที่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า ที่จะรักษาความสัมพันธ์นั้น เราจำเป็นต้องพูดคุยกับพระเจ้าในการอธิษฐานและฟังพระองค์ผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า เราจำเป็นต้องคบหาสมาคมหรือมีสามัคคีธรรมกับคริสเตียนอื่น ๆ และเป็นพยานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

But the Christian life cannot function without Christ at the centre of all our activities. Without Christ at the centre of our lives, we would be no different from someone who has never known Christ. We cannot say, “Jesus is Lord” and yet live our lives in any way we want. Christ must reign in our lives as Master and Lord.
แต่ชีวิตคริสเตียนไม่สามารถดำเนินได้โดยปราศจากการให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางของทุกกิจกรรมของเรา ถ้าปราศจากพระคริสต์ที่เป็นศูนย์กลางของชีวิตของเรา เราก็ไม่แตกต่างจากคนที่ไม่เคยรู้จักพระเยซูคริสต์ เราไม่สามารถพูดว่า “พระเยซูคือพระเจ้า” แต่ยังใช้ชีวิตตามทางที่เราต้องการ พระคริสต์จะต้องครอบครองในชีวิตของเราในฐานะองค์เจ้านายและองค์พระเจ้า

A balanced Christian life is like a wheel.
ชีวิตคริสเตียนที่สมดุลเป็นเหมือนวงล้อ
• The hub is at the centre of the wheel and it holds all the spokes and rim in place and controls the movement of the wheel. Christ must be at that hub of our Christian life.
ดุมล้อ เป็นศูนย์กลางของล้อและเป็นตัวยึดซี่ล้อทั้งหมดและขอบวงล้อให้เข้าที่และควบคุมการเคลื่อนไหวของล้อ พระคริสต์จะต้องเป็นศูนย์กลางของชีวิตคริสเตียนของเรา
• The 4 spokes comprise of 4 important things that we do to maintain our relationship with God and with other people. The vertical spokes sustain our relationship with God through prayer and hearing from God’s Word. The horizontal spokes sustain our relationship with other people through fellowship and by witnessing to people about Christ.
ซี่ล้อ 4 ซี่ เปรียบเสมือน 4 สิ่งที่สำคัญที่เราทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าและกับคนอื่น ๆ ซี่ล้อแนวตั้งสนับสนุนค้ำจุนการรักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าโดยการอธิษฐานและการได้ยินจากพระวจนะของพระเจ้า ซี่ล้อแนวนอนสนับสนุนค้ำจุนการรักษาความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น ๆ ผ่านการคบหาสมาคม (สามัคคีธรรม) และเป็นพยานให้กับคนอื่นเกี่ยวกับพระคริสต์
• The Rim represents the Obedient Christian whose spiritual life is set in motion only when Christ is reigning in his life and all the different parts are in place.
ขอบวงล้อ เป็นตัวแทนถึงคริสเตียนที่เชื่อฟัง คือผู้ที่ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่ถูกกำหนดให้เคลื่อนไหว เฉพาะเมื่อพระคริสต์กำลังปกครองในชีวิตของเขาและเมื่อส่วนต่างๆทั้งหมดที่แตกต่างกันอยู่ในตำแหน่งเท่านั้น

The Lordship of Christ
การปกครองของพระเยซูคริสต์
“Not everyone who says to me, ‘Lord, Lord’ will enter the Kingdom of Heaven, but only he who does the will of my Father who is in heaven,” (Matthew 7:21)
“ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ “ (มัทธิว 7:21)

Knowing Jesus as Saviour brings us into God’s Kingdom. We no longer live under Satan’s dominion of sin and darkness. As people of His Kingdom, however, we need to know that we have a new Master; Jesus is not only our Saviour but also our Lord. Therefore, we must submit to God in everything we do if we are experience divine order and peace and power of life in the new Kingdom.
การรู้จักพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดจะนำเราไปสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า เราจะไม่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองของซาตานของความบาปและความมืดอีกต่อไป อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นประชาชนของราชอาณาจักรของพระองค์ เราจำเป็นต้องรู้ว่าเรามีองค์เจ้านายใหม่ พระเยซูไม่ได้เป็นเพียงพระผู้ช่วยให้รอดของเรา แต่ยังเป็นองค์พระเจ้าจอมเจ้านายของเราด้วย ดังนั้นเราจึงต้องมอบถวายทุกสิ่งที่เราทำแด่พระเจ้า ถ้าเราต้องการมีประสบการณ์ในแบบแผนของพระเจ้าและสันติสุขและฤทธิ์เดชแห่งชีวิตในราชอาณาจักรใหม่

1 Corinthians 2:12-3:3 seem to suggest that there are three different kinds of people represented by three different circles:
1 โครินธ์ 2:12-3:3 ดูเหมือนจะเป็นการแนะนำว่า มีมนุษย์ที่แตกต่างกันอยู่ 3 ประเภท ที่แสดงด้วยภาพวงกลม 3อันที่แตกต่างกัน
• The Natural Man = This circle represents the life of one who has not received Christ into his life. Christ stands outside of his life while he sits on the throne. His life is often in discord, empty and full of frustration because God is missing in his life.
• มนุษย์ฝ่ายธรรมชาติ = วงกลมนี้แสดงให้เห็นชีวิตของคนที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระคริสต์เข้ามาในชีวิตของเขา พระเยซูคริสต์จะยืนอยู่ด้านนอกของชีวิตของเขา ในขณะที่ตัวเขานั่งอยู่บนบัลลังก์ ชีวิตของเขามักจะอยู่ในความบาดหมาง ความว่างเปล่าและเต็มไปด้วยผิดหวัง เพราะพระเจ้ากำลังหายไปในชีวิตของเขา

nha001

• The Spiritual Man = This circle represents the life of one who has yielded his life to Christ as Lord and Master, and God now directs his affairs and empowers him for good work. He experiences victory over his circumstances and bear fruit of eternal life. His life is now complete and in harmony.
• มนุษย์ฝ่ายวิญญาณ = วงกลมนี้แสดงให้เห็นชีวิตของผู้ที่ยอมมอบชีวิตของเขาให้พระเยซูคริสต์ ให้พระองค์เป็นพระเจ้าและองค์เจ้านาย และตอนนี้พระเจ้าทรงนำกิจการของพระองค์และทรงให้อำนาจแก่เขาเพื่อการทำงานที่ดี เขาได้มีประสบการณ์ในชัยชนะเหนือสถานการณ์ของเขาและการเกิดผลของชีวิตนิรันดร์ ชีวิตของเขาขณะนี้เสร็จสมบูรณ์และอยู่ในความสามัคคีเข้ากันสนิท กลมเกลียว
nha002

• The Carnal Man = This circle represents the life of the one who professes faith in Christ but continues to live his life in a self-centred and self-willed way. His life is not governed by Christ and it is in disarray; in fact, he is in danger of falling away from the faith.
• มนุษย์ฝ่ายเนื้อหนัง (ที่เต็มไปด้วยตัณหาความอยากมีอยากได้) = วงกลมนี้แสดงให้เห็นถึงชีวิตของผู้คนที่สารภาพความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่ยังคงดำเนินอยู่ในชีวิตของเขาที่ให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางและตามใจหรือเอาแต่ใจตัวเอง ชีวิตของเขาไม่ได้ถูกควบคุมปกครองโดยคริสต์และอยู่ในความยุ่งเหยิง; ในความเป็นจริง เขาตกอยู่ในอันตรายจากการตกออกไปจากความเชื่อ

nha003
Hence, to be a spiritual man/woman we have to be a disciple of Lord Jesus Christ. A disciple follows the Master and does what He says, abides by His Master’s teachings, and learns from His ways. Just believing in Christ alone is not enough; you have to be a faithful disciple of Christ.
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย / ผู้หญิงฝ่ายวิญญาณ เราต้องจะเป็นสาวกของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ สาวกจะติดตามพระอาจารย์และทำในสิ่งที่พระองค์ตรัส ติดสนิทกับการสั่งสอนของพระอาจารย์และเรียนรู้จากวิธีการของพระองค์ เพียงแค่เชื่อในพระคริสต์อย่างเดียวไม่พอ คุณจะต้องเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของพระเยซูคริสต์ด้วย

The Life of a Disciple  ชีวิตของสาวก
• Called to Worship
• ถูกเรียกเพื่อนมัสการ
“Come, let us bow down in worship, let us kneel before the Lord our Maker; for he is our God and we are the people of his pasture, the flock under his care.”
(Psalm 95:6-7)
“มาเถิด ให้เรานมัสการและกราบลง ให้เราคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์ของพระยาห์เวห์ผู้ทรงสร้างเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญ้าของพระองค์ และเป็นแกะแห่งพระหัตถ์ของพระองค์ วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์” (สดุดี 95:6-7)

As a true disciple of Christ, we are called to worship only God; we are not to bow down to anything other than God. And because God is Spirit, true worshippers must worship Him in spirit and in truth (John 4:24). True worship must come out of our heart and soul with sincerity. We can sing praises, lift our hands or clap our hands, play music to God; but it must be an expression of love and adoration to God.
ในฐานะที่เป็นสาวกแท้ของพระคริสต์ เราถูกเรียกเพื่อนมัสการพระเจ้าเท่านั้น; เราไม่ได้ไปกราบไหว้สิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า และเพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นวิญญาณ ผู้ที่นมัสการอย่างถูกแท้จริงจะต้องนมัสการพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยอห์น 4:24) การนมัสการที่แท้จริงต้องมาจากหัวใจและจิตวิญญาณของเราด้วยความจริงใจ เราสามารถร้องเพลงสรรเสริญ ยกมือของเราหรือปรบมือของเรา เล่นถวายเพลงแด่พระเจ้า แต่จะต้องเป็นการสำแดงออกถึงความรู้สึกความปรารถนาของความรักและความเคารพบูชาที่มีแด่พระเจ้า

• Called to Serve God.
• ถูกเรียกให้ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า
“And now, O Israel, what does the Lord your God ask of you but to fear the Lord your God, to walk in all his ways, to love him, to serve the Lord your God with all your heart and with all your soul” (Deuteronomy 10:12)
“และบัดนี้ คนอิสราเอล พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านมีพระประสงค์อะไรจากท่าน? นอกจากให้ยำเกรงพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินตามทางทั้งสิ้นของพระองค์ ให้รักพระองค์ ให้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:12)

A disciple of Christ must serve God in what He calls him to do. Serving God is not a burden but a joy because we serve God who loves us. Not all of us are called to serve as pastors or missionaries, but we are all called to share the gospel with anyone willing to listen. In fact, we are called to do what Jesus did on earth for Jesus had said:
สาวกของพระเยซูคริสต์จะต้องปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้พระองค์ทำ การรับใช้พระเจ้าไม่ได้เป็นภาระ แต่ความสุขเพราะเรารับใช้พระเจ้าที่รักเรา ไม่ใช่เราทั้งหมดถูกเรียกให้ทำหน้าที่เป็นศิษยาภิบาล หรือมิชชันนารี แต่เราทุกคนถูกเรียกทีเพื่อจะแบ่งปันพระกิตติคุณกับทุกคนที่ยินดีที่จะรับฟัง ในความเป็นจริงเราถูกเรียกให้ทำในสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำบนโลก ตามที่พระเยซูได้กล่าวว่า:
“I tell you the truth, anyone who has faith in me will do what I have been doing. He will do even greater things than these, because I am going to the Father” (John 14:12).
“เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า คนที่วางใจในเราจะทำกิจการที่เราทำนั้นด้วย และพระองค์จะทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพราะว่าเราจะไปหาพระบิดาของเรา” (ยอห์น 14:12)

He was talking about the Holy Spirit whom Jesus sent to do His works through us today. Therefore, we have the power and authority to preach the gospel, to heal the sick, and to cast out demons (see Luke 9 and 10). We are also called to serve one another in the Church – to use our spiritual gifts to build one another up in the faith. Therefore, God has supplied everything necessary to serve Him so that it is not a burden (Matthew 11:28-30).
พระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเยซูถูกส่งไปทำงานของพระองค์ผ่านทางเราในวันนี้ ดังนั้นเราจึงมีอำนาจและมีสิทธิอำนาจที่จะประกาศข่าวประเสริฐ ในการรักษาผู้ป่วย และขับผีออก (ดูลูกาบทที่ 9 และ 10) เราถูกเรียกเพื่อการให้ปรนนิบัติผู้อื่นในคริสตจักรด้วย – โดยการใช้ของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเสริมสร้างอีกคนหนึ่งขึ้นมาในความเชื่อ ดังนั้นพระเจ้าได้จัดเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นในการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ ดังนั้นมันจึงไม่ได้เป็นภาระ (มัทธิว 11: 28-30)

• Called to Carry the Cross.
• ถูกเรียกให้แบกกางเขน
“And anyone who does not carry his cross and follow me cannot be my disciple.” (Luke 14:27)
“และใครก็ตามที่ไม่ได้แบกกางเขนของตนตามเรามา คนนั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ “(ลูกา 14:27)

“To carry the cross” means to follow after Jesus and do what He does. A disciple does not go about his own way. Christ becomes the example of His life. Sometimes, a disciple has to suffer shame or rejection because of the Name of Christ, and because there are many people in this world who still oppose Him. Sometimes, a disciple has to sacrifice personal interests and delay personal satisfaction for the sake of God’s Kingdom. Often times, a disciple will have to obey God and do what’s right even though our friends and relatives may think we are stupid. Yet we do not bear our troubles alone. God is with us and He will reward us.
“แบกกางเขน” หมายถึงการเดินตามพระเยซูและปฏิบัติตามในสิ่งที่พระเยซูทรงทำ สาวกไม่ได้ไปตามวิธีการของตนเอง พระคริสต์กลายเป็นตัวอย่างของชีวิตของเขา บางครั้งมีสาวกที่จะประสบความทุกข์ยาก ความอับอายหรือการถูกปฏิเสธเพราะพระนามของพระเยซูคริสต์ และเพราะมีคนจำนวนมากในโลกนี้ที่ยังคงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับพระองค์ บางครั้งสาวกมีการเสียสละผลประโยชน์ส่วนบุคคลและต้องผัดผ่อนความพึงพอใจส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของราชอาณาจักรของพระเจ้า บ่อยครั้งที่สาวกจะต้องเชื่อฟังพระเจ้าและทำในสิ่งที่ถูกต้องถึงแม้ว่าเพื่อน ๆ และญาติของเราอาจคิดว่าเราโง่เขลา แต่เราไม่ได้แบกอุปสรรคปัญหาของเราเพียงลำพัง แต่พระเจ้าทรงอยู่กับเราและพระองค์จะทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จตอบแทนแก่เรา
“ I tell you the truth,” Jesus said to them, “no one who has left home or wife or brothers or parents or children for the sake of he Kingdom of God will fail to receive many times as much in this age and, in the age to come, eternal life.” (Luke 18:29-30)
“พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า คนที่สละบ้าน หรือภรรยา หรือพี่น้อง หรือบิดามารดา หรือบุตรเพราะเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้า จะได้รับผลตอบแทนหลายเท่าในยุคนี้ และในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์” ” (ลูกา 18:29-30)

“I have given them your word and the world has hated them, for they are not of the world any more than I am of the world.” (John 17:14)
“ข้าพระองค์มอบพระดำรัสของพระองค์ให้แก่พวกพระองค์แล้ว และโลกนี้เกลียดชังพระองค์ เพราะพระองค์ไม่ใช่ของโลก เหมือนอย่างที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก “ (ยอห์น 17:14)

• Called to receive promises.
• ถูกเรียกเพื่อจะได้รับพระสัญญา
“Consider the ravens: They do not sow or reap, they have no storeroom or barn; yet God feeds them. And how much more valuable you are than birds! Who of worrying can add a single hour to his life? Since you cannot do this very little thing, why do you worry about the rest?” (Luke 12:24-26)
“จงพิจารณาดูอีกา มันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว และไม่ได้มียุ้งหรือฉาง แต่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้ พวกท่านประเสริฐกว่านกมากทีเดียว มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวายสามารถต่ออายุของตนให้ยืนนานอีกนิดหนึ่งได้? เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งเล็กน้อยยังทำไม่ได้ ท่านยังจะกระวนกระวายถึงสิ่งอื่นทำไมอีกเล่า?” (ลูกา 12:24-26)

It is not true that when we surrender control to Christ, we have to live like a pauper and make terrible sacrifices. In fact, we actually gain so much more. To devote our life to Christ means we trust in the love of God to provide for all our needs; we do not have to feel helpless or alone. We don’t have to worry about things that the world worries about. It does not mean we become passive and do nothing; but it means we rely on God in everything. He will direct our steps. He will not forsake or abandon us.
มันไม่เป็นความจริงที่ว่าเมื่อเรายอมจำนนต่อการควบคุมของพระคริสต์ เราจะต้องใช้ชีวิตเหมือนคนอนาถาและต้องทำเป็นดูเสียสละดูกระจอก ในความเป็นจริงเราได้มากเกินพอ การอุทิศชีวิตของเราต่อพระคริสต์หมายความว่าเราไว้วางใจในความรักของพระเจ้าที่จะจัดเตรียมสำหรับความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของเรา; เราไม่ต้องรู้สึกหมดหนทางไม่มีใครช่วยเหลือหรืออยู่คนเดียว เราไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่โลกกังวล มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็นคนที่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องดิ้นรน และไม่ต้องทำอะไร; แต่มันหมายความว่าเราเชื่อมั่นวางใจพระเจ้าในทุกสิ่ง พระองค์จะนำในทุกขั้นตอนของเรา พระองค์จะไม่ละทิ้งหรือทอดทิ้งเราเลย
“For the pagan world runs after all such things, and your Father knows that you need them. But seek His Kingdom, and these things will be given to you as well.” (Luke 12:30-31)
เพราะว่าพวกต่างชาติทั่วโลกเสาะหาสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด แต่ว่าพระบิดาของท่านทั้งหลายทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ให้ (ลูกา 12:30-31)

• Called to right priorities.
• ถูกเรียกให้จัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง
“But seek first His Kingdom and His righteousness and all these things will be given to you as well.” (Matthew 6:33)
“แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ ” (มัทธิว 6:33)

“Do not work for food that spoils, but for food that endures to eternal life, which the Son of Man will give you. On him God the Father has places his seal of approval.” (John 6:27)
“อย่าทำงานเพื่อแสวงหาอาหารที่เสื่อมสูญได้ แต่จงแสวงหาอาหารที่คงทนอยู่จนถึงชีวิตนิรันดร์ ซึ่งบุตรมนุษย์จะมอบให้กับพวกท่าน เพราะพระเจ้าคือพระบิดาทรงรับรองท่านผู้นี้แล้ว” (ยอห์น 6:27)
Discipleship is about building our lives on what’s eternal and everlasting without neglecting our responsibilities on earth. We do not run after this material world because what it offers are temporary pleasures. We are not tempted by materials riches. Instead, we know that God’s Kingdom will come on earth and Christ will reign in new heavens and new earth (Revelation 21:1-4). As His disciples, we will also reign with Christ. Everything else on earth will pass away. Therefore, we are not short-sighted – we see and understand eternal realities and we put our hope, not on this life only but on the life to come.
การเป็นสาวกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างชีวิตของเราในสิ่งที่เป็นนิรันดร์และนิรันดร์กาล โดยไม่ละเลยความรับผิดชอบของเราบนโลก เราไม่ได้วิ่งตามวัตถุสิ่งของโลกนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นความสุขชั่วคราว เราไม่ได้ถูกล่อลวงโดยความมั่งคั่งวัสดุสิ่งของ แต่เรารู้ว่าราชอาณาจักรของพระเจ้าจะมาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลกและพระคริสต์จะทรงครอบครองในฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ (วิวรณ์ 21: 1-4) ในฐานะที่เป็นสาวกของพระองค์เราจะได้ครองร่วมกับพระคริสต์ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกจะล่วงลับไป ดังนั้นเราจึงไม่ได้มองในระยะสั้น – เรามองเห็นและเข้าใจความเป็นจริงนิรันดร์และเราวางความหวังของเราไม่ใช่เพียงอยู่ในชีวิตนี้เท่านั้น แต่ในชีวิตที่จะมาถึงด้วย

“So we fix our eyes not on what is seen, but on what is unseen. For what is seen is temporary, but what is unseen is eternal.” (2 Corinthians 4:18)
“เราไม่ได้เอาใจใส่ในสิ่งที่มองเห็น แต่เอาใจใส่ในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่ยั่งยืน แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นถาวรนิรันดร์” (2 โครินธ์ 4:18)

Personal Response
การตอบสนองของบุคคล
• According to the 3 circles representing 3 different kinds of relationship with Christ, which circle best describes you? Why? Share with your group.
ตามภาพวงกลม 3 วงที่แสดงรูปแบบของความสัมพันธ์กับพระคริสต์ 3 แบบที่แตกต่างกัน วงกลมใดที่ดีที่สุดที่อธิบายเกี่ยวกับคุณ? เพราะเหตุใด? แบ่งปันกับกลุ่มของคุณ
• To be a disciple of Christ, we must let Christ take charge of every area of our life. Ask yourself:
ในการจะเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ เราจะต้องให้พระเยซูคริสต์เข้ามาดูแลทุกพื้นที่ของชีวิตของเรา ลองถามตัวเองดังต่อไปนี้ :
o Are there areas in your life very important to you? Family? Career? Habits? Lifestyle? Hobbies? Self-will?
มีพื้นที่ในชีวิตของคุณที่สำคัญมากกับคุณไหม? เป็นครอบครัว? อาชีพ? นิสัย? รูปแบบการดำเนินชีวิต? งานอดิเรก? ความดื้อรั้นหรือทิฐิของตัวเอง?
o Are you willing to do whatever Christ asks of you in this particular area? Is Christ in charge?
คุณยินดีที่จะทำในสิ่งที่พระคริสต์ทรงขอร้องให้คุณทำในพื้นที่เฉพาะเจาะจง เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษนี้หรือไม่? พระคริสต์ทรงเป็นผู้ดูแลส่วนนี้ได้ไหม?
o If there is an area in your life that you find hard to yield control to God, write it down. What are the reasons?
หากมีพื้นที่ในชีวิตของคุณที่คุณพบว่ายากที่จะให้พระเจ้าทรงควบคุม เขียนมันลง โปรดระบุอะไรคือสาเหตุ?
Which area is it? มันคือพื้นที่ส่วนไหน?

What are the reasons? อะไรคือเหตุผลหรือสาเหตุในส่วนนั้น?

• Tick if any or all of the following sentences apply to you:
ทำเครื่องหมายข้อหนึ่งข้อใดหรือทั้งหมดของประโยคต่อไปนี้บอกกล่าวเกี่ยวกับคุณ:
o I think Christ does not really understand my problems
ฉันคิดว่าพระคริสต์ไม่เข้าใจปัญหาของฉันจริงๆ
o I can decide my life for myself
ฉันสามารถตัดสินใจเลือกชีวิตของฉันด้วยตัวฉันเอง
o I’m afraid I can’t do what Christ asks me to do
ฉันกลัวว่าฉันจะไม่สามารถทำในสิ่งที่พระคริสต์ขอร้องให้ฉันทำได้
o I’m not ready to give up control over everything to Christ
ฉันยังไม่พร้อมที่จะยกการควบคุมทุกอย่างให้แด่พระคริสต์
o I don’t know how to trust God with my needs
ฉันไม่ทราบว่าวิธีการที่จะวางใจในพระเจ้ากับความต้องการของฉัน
o I’m afraid to lose everything if Christ takes control
ฉันกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่าง ถ้าพระคริสต์จะทรงควบคุม

• Read this promise and respond to the following questions:
อ่านสัญญานี้และตอบคำถามต่อไปนี้:
“For I know the plans I have for you,” declares the Lord, “plans to prosper you and not to harm you, plans to give you hope and a future.” (Jeremiah 29:11)
“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า“(เยเรมีย์ 29:11)
o Can you trust God for all your needs?
คุณสามารถวางใจในพระเจ้าสำหรับทุกความต้องการของคุณหรือไม่?
o Would you be willing to pray the following prayer of commitment to Christ?
คุณจะยินดีที่จะอธิษฐานตามคำอธิษฐานต่อไปนี้เพื่อเป็นแสดงความมุ่งมั่นต่อพระคริสต์หรือไม่?

“Dear Lord Jesus,
“ข้าแต่พระเยซูเจ้า
I believe that you love me and you know all my needs.
I know that there is life in Christ and to have Christ is to have everything I need.
I believe you have a wonderful plan for my life.
I believe you delight to bless me and to give me a future and a hope.
I am willing to surrender to you the control over every area of my life, especially(name the specific area).
I commit my life and my family to you without conditions.
I receive the Holy Spirit as my guide and the strength of my life.
In Jesus’ Name, Amen”
ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์รักข้าพระองค์และทรงรู้ว่าทุกความต้องการของข้าพระองค์
ข้าพระองค์รู้ว่ามีชีวิตอยู่ในพระคริสต์และการมีพระคริสต์คือการมีทุกอย่างที่ข้าพระองค์ต้องการ
ข้าพระองค์เชื่อว่าคุณมีการวางแผนที่ยอดเยี่ยมสำหรับชีวิตของข้าพระองค์
ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์มีความปิติยินดีที่จะอวยพรข้าพระองค์เพื่อให้อนาคตและความหวังแก่ข้าพระองค์
ข้าพระองค์ยินดีที่จะยอมให้พระองค์ทรงควบคุมพื้นที่ของชีวิตของข้าพระองค์ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
(ให้ระบุชื่อพื้นที่เฉพาะนั้น)
ข้าพระองค์ขอมอบชีวิตของข้าพระองค์และครอบครัวของข้าพระองค์ไว้กับพระองค์แบบไม่มีเงื่อนไข
ข้าพระองค์ขอรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำทางของข้าพระองค์และเป็นความมั่นคงของชีวิตของข้าพระองค์ ในนามของพระเยซูอาเมน “

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต