CHAPTER 8 ชัยชนะฝ่ายจิตวิญญาณ

Sharing is caring!

Introduction บทนำ
“For everyone born of God overcomes the world. This is the victory that has overcome the world, even our faith. Who is it that overcomes the world? Only he who believes that Jesus is the Son of God.” (1 John 5:4-5)
“เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยเหนือโลก และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่มีชัยเหนือโลก ใครล่ะที่มีชัยเหนือโลก? ไม่ใช่ใครอื่น คือคนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง” (1 ยอห์น 5:4-5)

There is a glorious victory over sin for the believer who trusts in Jesus. Yet it is the believer who is often more keenly aware of sins in his life. In fact, it is not uncommon to find believers struggling with besetting sins. We are not absolved from temptations as long as we still live in this world. Hence, like the Apostle Paul says, “I do not understand what I do. For what I want to do, I do not do, but what I hate I do.” (Romans 7:15)
มีชัยชนะแห่งพระสิริแห่งศักดิ์ศรีอยู่เหนือความบาปไว้สำหรับผู้เชิ่อที่วางใจในพระเยซู ยังมีผู้เชื่อที่บ่อยครั้งเขามีความตระหนักรู้อย่างมากถึงความผิดบาปที่ยังคงทิ่มแทงอยู่ในชีวิตของพระองค์ ในความเป็นจริง มันไม่แปลกที่จะพบผู้เชื่อดิ้นรนกับบาปที่ห้อมล้อมรบกวนเขาอยู่ เราไม่ได้ถูกทำให้หลุดพ้นจากการทดลองการล่อลวงต่างๆ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นจึงเหมือนกับที่อัครสาวกเปาโล กล่าวว่า..”ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น” (โรม 7:15)

Why is there this struggle and how then do we find victory over sin?
เหตุใดจึงมีการพยายามต่อสู้ดิ้นรนกับความบาปนี้และมีวิธีการใดที่ทำให้เรามีชัยชนะเหนือความบาปได้?

The Spiritual Battle
สงครามทางจิตวิญญาณ

As long as we live in this fallen world, we will face a battle for our soul. This is because the world has rebelled against the reign of God and come under the dominion of Satan and his host of fallen angels. There are three enemies that cause spiritual struggles:
ตราบใดที่เราอาศัยอยู่ในโลกตกต่ำลงนี้ เราจะต้องเผชิญกับการต่อสู้หรือสงครามเพื่อจิตวิญญาณของเรา เพราะว่าโลกได้กบฎต่อต้านการครอบครองของพระเจ้าและได้มาอยู่ภายใต้การปกครองของซาตานและกองทัพของเหล่าทูตสวรรค์ที่ล้มลงหรือตกต่ำลง มีศัตรูสามพวกที่ก่อให้เกิดการต่อสู้ทางจิตวิญญาณได้แก่:

• The Devil
• มารซาตาน
“Put on the full armor of God so that you can take your stand against the devil’s schemes. For our struggle is not against flesh and blood, but against the rulers, against the authorities, against the powers of this dark world and against the spiritual forces of evil in the heavenly realms.” (Ephesians 6:11-12)
“จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเพื่อจะสามารถต่อสู้กับอุบายของมารได้ เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับพวกภูตผีที่ครอบครอง พวกภูตผีที่มีอำนาจ พวกภูตผีที่ครองพิภพในยุคมืดนี้ ต่อสู้กับพวกวิญญาณชั่วในสวรรคสถาน” (เอเฟซัส 6:11-12)

Satan is a deceitful enemy. He is also called “the tempter” (1 Thessalonians 3:5; Matthew 4:3). He was an angel who rebelled against God and was cast into this world with his host of fallen angels (Isaiah 14:12-15; Rev 12:7-9). He delights to create havoc by playing up our weaknesses and luring us into sin and rebellion against God. We need to be aware of His wicked schemes:
ซาตานเป็นศัตรูที่มีเจตนาหลอกลวง ซาตานถูกเรียกว่า “ผู้หลอกลวงหรือผู้ล่อลวง” (1 เธสะโลนิ 3: 5; มัทธิว 4: 3) ซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่กบฏต่อพระเจ้าและถูกโยนลงไปในโลกนี้พร้อมกับกองทัพของมันคือพวกเหล่าทูตสวรรค์ที่ล้มลง (อิสยาห์ 14: 12-15; วิวรณ์ 12: 7-9) ซาตานมีความสุขที่จะสร้างความเสียหายโดยการมุ่งสนใจไปที่จุดอ่อนของเราและล่อเราไปสู่ความบาปและการกบฏต่อต้านพระเจ้า เราจำเป็นที่จะตระหนักถึงแผนการชั่วร้ายของซาตาน:

o He lies – He makes malicious misrepresentations and twists facts to deceive people or to darken the Truth of God. He therefore propagates falsehood and false beliefs. He even camouflages himself as an angel of light and deceives people into thinking that he meant well. But he is actually a “father of lies” and his purpose is destruction. See John 8:44; 2 Corinthians 4:4; 11:14.
ซาตานพูดโกหกมุสา – เขาทำการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เป็นอันตรายและบิดพริ้วความจริงที่จะหลอกลวงคนหรือความจริงของพระเจ้ามืดไป ดังนั้นซาตานจึงแพร่กระจายความเท็จและความเชื่อผิด ๆ ซาตานยังพรางตาว่าตัวเองเป็นทูตแห่งความสว่างและหลอกผู้คนให้คิดว่าเขามีเจตนาดี แต่ความจริงเขาเป็น “พ่อแห่งการโกหกมุสา” และจุดประสงค์ของซาตานคือการทำลาย ดูยอห์น 8:44; 2 โครินธ์ 4: 4; 11:14

o He makes false accusations – He accuses Christians by exaggerating their faults in order to distort their self-image and sow discouragement. He can cause us to doubt God’s love by destroying our confidence and create discord by whispering accusations one against another. He promotes slander and gossip against God’s servants. See Revelation 12:10; 1 Timothy 5:14.
ซาตานสร้างข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ – ซาตานกล่าวปรักปรำฟ้องผิดคริสเตียนจากความผิดพลาดของพวกเขาและทำการขยายความจนเกินความจริง เพื่อที่จะบิดเบือนภาพลักษณ์หรือฉายาแท้จริงของพวกเขาและหว่านความท้อแท้ใจให้ ซาตานสามารถทำให้เราสงสัยในความรักของพระเจ้าโดยการทำลายความเชื่อมั่นของเราและสร้างความขัดแย้งโดยกระซิบข้อกล่าวหาให้คนหนึ่งต่อต้านกับอีกคนหนึ่ง ซาตานส่งเสริมการพูดใส่ร้ายและการนินทาต่อต้านบรรดาผู้รับใช้ของพระเจ้า ดูวิวรณ์ 12:10; 1 ทิโมธี 5:14

o He tempts believers into sin – The devil can tempt Christians to neglect the church, the Bible or prayer by appealing to our natural tendencies, to evil suspicions, to sloth and to wanton pleasures. He often misquotes scriptures to cause us to do what we shouldn’t do. He also entices us to bitterness and anger which can lead to sin. See Matthew 4:1-10; Hebrews 12:15.
ซาตานล่อลวงผู้เชื่อเข้าไปในบาป – มารสามารถล่อลวงคริสเตียนที่ละเลยต่อคริสตจักร, ต่อพระคัมภีร์หรือต่อการอธิษฐาน โดยดึงดูดความสนใจของเราไปกับนิสัย ความสนใจในฝ่ายธรรมชาติของเรา ให้มีความสงสัยที่มาจากความคิดชั่วร้าย ที่จะเฉื่อยชาและมีความเพลิดเพลินในราคะตัณหา ซาตานมักจะอ้างข้อพระคัมภีร์ไม่ถูกต้องเพื่อเหตุที่จะทำให้เราทำในสิ่งที่เราไม่ควรทำ นอกจากนี้ซาตานยังชักนำเราไปในทางที่ผิดเพื่อให้ความขมขื่นและความโกรธ ที่สามารถนำไปสู่ความบาป ดูมัทธิว 4: 1-10; ฮีบรู 12:15

• The World
• โลก
“Do not love the world or anything in the world. If anyone loves the world, the love of the Father is not in him. For everything in the world – the cravings of sinful man, the lust of his eyes and the boasting of what he has and does – comes not from the Father but are from the world.” (1 John 2: 15,16)
“อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าใครรักโลก ความรักของพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น16เพราะว่าทุกสิ่งที่อยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้มาจากพระบิดา แต่มาจากโลก” (1 ยอห์น 2:15,16)

The world does not acknowledge the reign of God and would adopt ungodly means to achieve its selfish ambitions. Its economic systems, governments, businesses and many social institutions are built on carnal natures that do not necessarily consider or fear God. Some measures are, at worst, crooked, wicked and repressive, or at best, they are materialistic and this-worldly and lead us astray from serving God. Moral values are often distorted and the relentless pursuit of wealth, power and pleasure becomes a license for all sorts of evil. See Romans 1:18-32; Colossians 2:8. Hence, we are called not to conform to the pattern of this world nor subscribe to the way the world thinks. Instead, we are to test everything to ensure they align to God’s perfect will (Romans 12:2).
โลกไม่ยอมรับการครอบครองของพระเจ้า และนำความมุ่งหมายหรือเจตนาที่ชั่วร้ายไม่มีศีลธรรมมาใช้ เพื่อให้บรรลุความปรารถนาใน ยศศักดิ์ ชื่อเสียง ความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงที่เห็นแก่ตัวของโลก ระบบเศรษฐกิจของโลก รัฐบาล ธุรกิจและสถาบันทางสังคมต่างๆ ของโลก ที่ถูกตั้งขึ้นในฝ่ายธรรมชาติที่เต็มด้วยตัณหาความปรารถนาตามเนื้อหนัง ที่ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงพระเจ้าหรือไม่ยำเกรงพระเจ้า บางมาตรการหรือบางกฏเกณฑ์แย่ร้ายแรงที่สุด คดเคี้ยวคดโกง ชั่วร้ายและระงับสกัดกลั้น หรือ ที่น่าเป็นไปได้มากที่สุดหรือมองในแง่ดี คือพวกเขาเป็นลัทธิวัตถุนิยม และสิ่งนี้อย่างโลกจะนำเราหลงไปจากการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า คุณค่าทางศีลธรรมบ่อยครั้งถูกบิดเบือนไปและแสวงหาความมั่งคั่ง อำนาจ และความสุขเพลิดเพลินอย่างไม่หยุดยั้ง ได้กลายเป็นเหมือนใบอนุญาตให้กับความชั่วร้ายทุกรูปแบบ ดูโรม 1:18-32; โคโลสี 2:8 ดังนั้นเราได้ถูกเรียกไม่ให้เป็นไปตามแบบอย่างของโลกนี้หรือเข้าร่วมกับวิถีทางความคิดตามอย่างของโลก แต่เราจะทดสอบทุกสิ่งเพื่อให้แน่ใจว่าทุกสิ่งอยู่ในแนวทางตามพระประสงค์ที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า (โรม 12: 2)

• The Flesh
• เนื้อหนัง
“I know that nothing good lives in me, that is, in my sinful nature. For I have the desire to do what is good, but I cannot carry it out. For what I do is not the good I want to do; no, the evil I do not want to do – this I keep on doing.” (Romans 7:18,19)
“ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในเนื้อหนังของข้าพเจ้าไม่มีความดีใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่การดีนั้นไม่สามารถทำได้เลย คือว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ก็ไม่ได้ทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาทำ ก็ยังทำอยู่”(โรม 7:18,19)

We need to be realistic in our view of ourselves. We have a nature that is inclined towards sin. As such, we cannot give in to our bad habits and natural tendencies. Instead, we are to live according to the Spirit and not according to the sinful nature (Romans 8:1-8). 1 John 2:16 describes 3 aspects of this sinful nature:
เราจำเป็นต้องรู้สภาพความเป็นจริงในมุมมองของตัวเอง เรามีธรรมชาติที่มีความโน้มเอียงไปสู่บาป ดังนั้นเราจึงไม่สามารถปล่อยให้เข้าในนิสัยที่ไม่ดีและแนวโน้มตามธรรมชาติของเราได้ แต่เราจะดำเนินชีวิตอยู่ตามพระวิญญาณและไม่เป็นไปตามธรรมชาติบาป (โรม 8: 1-8) 1 ยอห์น 2:16 อธิบาย 3 ด้านของธรรมชาติบาปดังนี้:

o Lust of the flesh – This refers to the cravings of the flesh, including sexual lusts, anger and gluttony. These strong physical desires must be curbed or they will lead us into sin.
ตัณหาของเนื้อหนัง – หมายถึงตัณหาความอยากของเนื้อหนัง รวมทั้งตัณหาทางเพศ, ความโกรธ และความตะกละ ความต้องการทางกายภาพอย่างแรงกล้าเหล่านี้ที่จะต้องถูกควบคุม หรือถ้าไม่เช่นนั้นสิ่งเหล่านี้ก็จะนำเราตกเข้าไปในความบาป

o Lust of the eyes – This refers to temptations resulting from what we see, and it may include greed, dissatisfaction, and materialism. It can lead us to covet, to steal, to endless pursuit of wealth and power to the deprivation and oppression of others.
ตัณหาของตา – หมายถึงการล่อลวงที่เกิดจากสิ่งที่เราเห็นและมันอาจรวมถึงความโลภ ความไม่พึงพอใจ และวัตถุนิยม มันสามารถทำให้เรามีความโลภ อยากได้ อยากขโมย การแสวงหาความมั่งคั่งและอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะทำให้เกิดการแย่งชิงและการกดขี่ผู้อื่นๆ

o Pride of life – This refers to the tendency to exalt oneself. It is self-centered. It can lead to arrogance, to boastfulness, to stubbornness and all kinds of rebellion, lawless evil and willful sins that would seize control, kill or destroy in order to get its own way.
ความเย่อหยิ่งของชีวิต – สิ่งนี้หมายถึงแนวโน้มที่จะยกชูตัวเอง ให้ตนเองเป็นศูนย์กลาง มันจะนำไปสู่ความเย่อหยิ่ง ความชอบคุยโวโอ้อวด ความดื้อรั้น และทุกชนิดของการกบฏดื้อรั้น การทำสิ่งชั่วร้ายผิดกฎหมาย และความบาปโดยเจตนา ซึ่งจะครอบงำ ควบคุม ฆ่าหรือทำลายเพื่อให้ได้รับสิ่งนั้นในวิถีทางของตนเอง
Principles of Victory
หลักการแห่งชัยชนะ
• The Principle of Grace.
• หลักการของพระคุณ
“I have been crucified with Christ and I no longer live, but Christ lives in me. The life I live in the body, I live by faith in the Son of God, who loved me and gave himself for me. I do not set aside the grace of God, for if righteousness could be gained through the law, Christ died for nothing.” (Galatians 2:20,21)
“ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้พระคุณของพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็สิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์”(กาลาเทีย 2:20,21)

We receive salvation by grace; victory also is to be received by grace. Therefore, we must rely on God’s grace for victory over sin and temptation. It is not something which depends on our determination and stamina in keeping the laws and overcoming temptations. Our victory comes from Christ’s victory over sin on the cross because righteousness comes from the forgiveness of sins. Therefore the way to victory is through repentance and forgiveness. We can pray this simple prayer:
เราได้รับความรอดโดยพระคุณ; ชัยชนะก็ได้รับโดยพระคุณด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องวางใจในพระคุณของพระเจ้าเพื่อชัยชนะเหนือความบาปและสิ่งล่อลวงใจ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและกำลังความอดทนของเราในการรักษาบทบัญญัติและการเอาชนะการล่อลวงการทดลองต่างๆ ชัยชนะของเรามาจากชัยชนะของพระคริสต์เหนือความบาปบนไม้กางเขน เพราะความชอบธรรมมาจากการอภัยความบาป ดังนั้นวิธีการที่จะประสบความสำเร็จมีชัยชนะก็คือการกลับใจและการให้อภัยโทษบาป เราสามารถอธิษฐานง่ายๆนี้:
“Who can discern his errors? Forgive my hidden faults. Keep your servant also from willful sins; may they not rule over me. Then will I be blameless, innocent of great transgressions.” (Psalm 19:12,13)
“แต่ผู้ใดจะเห็นความผิดพลาดของตนได้เล่า? ขอทรงชำระข้าพระองค์ให้พ้นจากความผิดที่ซ่อนเร้นอยู่ ขอทรงยับยั้งผู้รับใช้ของพระองค์จากการทำบาปโดยตั้งใจนั้นด้วยเถิด ขออย่าให้มันมีอำนาจเหนือข้าพระองค์เลย แล้วข้าพระองค์จะไร้ตำหนิ และพ้นผิดจากการละเมิดใหญ่หลวงนั้น“ (สดุดี 19:12,13)

• The Authority of Jesus
• สิทธิอำนาจของพระเยซู
“When Jesus had called the Twelve together, he gave them power and authority to drive out all demons and to cure diseases, and to sent them out to preach the kingdom of God and to heal the sick.” (Luke 9:1,2)
“พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน แล้วทรงให้พวกเขามีฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจเหนือผีทั้งหลาย และรักษาโรคต่างๆ ให้หายได้ แล้วพระองค์ทรงใช้เขาทั้งหลายไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้าและรักษาคนป่วยให้หาย “(ลูกา 9:1,2)

Often, we have sicknesses and illnesses resulting from spiritual bondages or from sins committed in the flesh. Our spiritual health affects our physical wellbeing (Luke5:18-20; 13:10-13; 2 Chronicles 7:14). By dealing with the spiritual causes, we can find healing also for our sicknesses, and health for our ailments.
บ่อยครั้งเรามีโรคภัยไข้เจ็บและการเจ็บป่วยที่เป็นผลมาจากการผูกมัดในฝ่ายวิญญาณหรือจากความผิดบาปที่กระทำในเนื้อหนัง สุขภาพในฝ่ายวิญญาณของเราส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทางกายภาพของเรา (ลูกา 5: 18-20; 13: 10-13; 2 พงศาวดาร 7:14) การจัดการกับสาเหตุทางฝ่ายจิตวิญญาณ เราก็จะสามารถพบการรักษาสำหรับความเจ็บป่วยไข้ต่างๆ และสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ สำหรับโรค อาการป่วยต่างๆทางกายของเราด้วย

Therefore God has given us victory over all demons and diseases. Satan has already been defeated by Christ on the cross and at the resurrection (Revelation 12:11; 20:10). As such, we can overcome all the power of the enemy; nothing will harm us (Luke 10:19,20). In fact, we have been given authority and power to drive out demons and cure diseases in Jesus’ Name.
ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงประทานชัยชนะแก่เราแล้ว เหนือวิญญาณชั่วทั้งปวงและโรคต่างๆ ซาตานได้การพ่ายแพ้แล้วต่อพระคริสต์บนไม้กางเขนและที่การฟื้นคืนพระชนม์ (วิวรณ์ 12:11; 20:10) ดังนั้นเราจึงสามารถได้ชัยชนะเหนือพลังอำนาจทั้งหมดของศัตรู; ไม่มีอะไรที่จะทำอันตรายต่อเราได้ (ลูกา 10: 19,20) ในความเป็นจริงเราได้รับสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชที่จะขับไล่พวกมารและรักษาโรคแล้วในพระนามของพระเยซู

• The Continual Yielding.
• การยอมจำนนอย่างต่อเนื่อง
“Therefore, brothers, we have an obligation – but it is not to the sinful nature, to live according to it. For if you live according to the sinful nature, you will die; but if by the Spirit you put to death the misdeeds of the body, you will live, because those who are led by the Spirit of God are sons of God.” (Romans 8:12-14)
“เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย เราเป็นหนี้ แต่ไม่ใช่เป็นหนี้ฝ่ายเนื้อหนัง ที่จะดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง13เพราะว่าถ้าท่านดำเนินชีวิตตามเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดยทางพระวิญญาณ ท่านทำลายกิจการของร่างกาย ท่านก็จะดำรงชีวิตได้ เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำใคร คนนั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า”(โรม 8:12-14)

We often live a defeated life, not because we can’t resist sin and temptation; but because it is we rely too much on ourselves and allow self-independence to push God aside. We are unwilling to break away from self-centered living. But sin agrees too much with our old nature and we are too eager to please it. Therefore, unless we continually put our aside our self and yield to the Spirit of God to help us, our weakness will eventually fail us.
บ่อยครั้งเราดำเนินชีวิตที่พ่ายแพ้ ไม่ใช่เพราะเราไม่สามารถต้านทานความบาปและการล่อลวงใจได้; แต่เป็นเพราะเราพึ่งพาในตัวเองมากเกินไป และทำตัวเป็นเอกเทศไม่พึ่งพาใคร แล้วผลักพระเจ้าออกไปอีกทาง เรากำลังไม่เต็มใจนักที่จะเลิกการมีชีวิตที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่ความบาปจะเห็นชอบสอดคล้องกับธรรมชาติเก่าของเราอย่างมากเหลือเกิน และเรามีความกระตือรือร้นเหลือเกินที่จะเห็นชอบและยินดีกับมัน ดังนั้นหากเรายังคงพึ่งพาตัวเราเองอยู่เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และไม่ยอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเพื่อช่วยเหลือเรา ในที่สุดความอ่อนแอของเราเองจะทำให้เราล้มเหลวลง
“For it is God who works in you to will and to do according to His good pleasure.” (Philippians 2:13).
“เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงทำการอยู่ภายในพวกท่าน ให้ท่านมีความประสงค์และมีความสามารถทำตามชอบพระทัยของพระอ“ (ฟีลิปปี 2:13)

• Pursuit of Holiness.
• แสวงหาความบริสุทธิ์
“For those God foreknew he also predestined to be conformed to the likeness of His Son, that he might be the firstborn among many brothers. And those he predestined, he also called; those he called, he also justified; those he justified, he also glorified.” (Romans 8:29,30)
“เพราะว่าทุกคนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้แล้ว พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนให้เป็นตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องจำนวนมาก และบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ทรงเรียกมานั้น พระองค์ทรงให้เป็นผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงให้เป็นผู้ชอบธรรมนั้น พระองค์ก็ทรงให้มีศักดิ์ศรีด้วย”(โรม 8:29,30)

Every sin we commit reinforces the habit of sinning and makes it easier to sin again. Therefore it is important to make a conscious decision to pursue holiness. God has called every Christian to a holy life (1 Peter 1:5,6). There are no exceptions. But the pursuit of holiness is a venture between God and the Christian. Just like a farmer has to work the fields before God can bring about a harvest, we too must do our part to pursue after the likeness of Christ. We resist sin and God will keep us safe from the evil one.
ทุกความบาปที่เรากระทำเป็นการเสริมนิสัยของบาปและทำให้ง่ายต่อการทำบาปอีกครั้ง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะตัดสินใจอย่างมีจิตสำนึกที่จะมุ่งมั่นเดินตามความบริสุทธิ์ พระเจ้าได้ทรงเรียกคริสเตียนทุกคนจะมีชีวิตที่บริสุทธิ์ (1 เปโตร 1:5,6) ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ แต่การมุ่งมั่นแสวงหาความบริสุทธิ์เป็นเหมือนการท้าทายความกล้าหาญ กล้าได้กล้าเสียระหว่างพระเจ้าและคริสเตียน เช่นเดียวกับชาวนาที่มีการทำงานในนา ก่อนที่พระเจ้าสามารถนำการเก็บเกี่ยว เราก็ต้องทำในส่วนของเราด้วย ที่จะมุ่งมั่นดำเนินตามแบบอย่างเหมือนพระเยซูคริสต์ เมื่อเราต่อต้านความบาปและพระเจ้าจะปกป้องรักษาเราให้ปลอดภัยจากความชั่วร้าย
“We know that anyone born of God does not continue to sin; the One who was born of God keeps him safe and the evil one cannot harm him.” (1 John 5:18)
“เรารู้ว่าทุกคนที่เกิดจากพระเจ้าไม่ทำบาป แต่พระองค์ผู้ทรงบังเกิดจากพระเจ้าทรงคุ้มครองรักษาเขา และมารร้ายไม่แตะต้องเขา”(1 ยอห์น 5:18)

Steps to Victory
ขั้นตอนสู่ชัยชนะ
• Break the habit – A good way to start is to break the habit of sinning by changing our lifestyle. We may need to avoid certain people, places or sources of temptations. We may also need to renounce harmful practices and habits of the past that have held us in bondage to sin. See 1 Peter 2:11-12; John 8:34.
หยุดและตัดขาดจากนิสัยบาปที่เคยชิน – วิธีที่ดีในการเริ่มต้นคือการหยุดหรือตัดขาดจากนิสัยที่เคยชินของการทำบาป โดยการเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา เราอาจจะต้องหลีกเลี่ยงคนบางคน บางสถานที่หรือแหล่งที่มาของการทดลองล่อลวงใจ นอกจากนี้เรายังอาจจะต้องประกาศเลิกหรือถอนตัวออกจากการประพฤติปฏิบัติที่เป็นภัยอันตรายที่ก่อเกิดความเสียหายและถอนตัวจากพฤติกรรมที่ผ่านมาที่จะจับเราผูกมัดในพันธนาการของความบาป ดู 1 เปโตร 2: 11-12; ยอห์น 8:34

• Exercise Faith in Christ –Put your faith in Christ, rather than on yourself. Our faith in Christ will help us overcome the world because whatever is impossible with man, it is possible with God. Call upon God. Yield to Jesus as Lord daily. Unite yourself with Christ (1 Corinthians 6:17). Pray without ceasing. Ask for strength. Victory is a gift of grace. See 1 John 5:4,5; Matthew 19:26.
การออกกำลังกายความเชื่อในพระคริสต์ -วางความเชื่อของคุณในพระคริสต์มากกว่าตัวเอง ความเชื่อของเราในพระคริสต์จะช่วยให้เราเอาชนะโลก เพราะว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ก็เป็นไปได้สำหรับพระเจ้า ร้องเรียกหาพระเจ้า ยอมจำนนต่อพระเยซูองค์พระผู้เป็นพระเจ้าในชีวิตประจำวัน รวมตัวคุณเองเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ (1 โครินธ์ 6:17) อธิษฐานวิงวอนทุกเวลา ร้องทูลขอกำลังความเข้มแข็ง ชัยชนะเป็นของประทานโดยพระคุณ ดู 1 ยอห์น 5:4,5; มัทธิว 19:26

• Resist the devil – We need to do our part to resist the devil and he will flee from us. A preoccupation with the devil can open the door to attacks. Do not be presumptuous about our sins. Take some responsibility for our lives and do not blame everything on the devil. Discern what is right and wrong and take the right action. See James 4:7.
ต่อต้านมารร้าย – เราต้องทำในส่วนของเราที่จะต้องต่อต้านมารไว้และมารจะหนีไปจากเรา การเข้าไปยึดติดกับมารสามารถเปิดประตูไปสู่การโจมตี อย่าทำเป็นไม่เกรงใจหรืออวดดีเกี่ยวกับบาปของเรา จงแสดงความรับผิดชอบบางอย่างสำหรับชีวิตของเราและอย่ากล่าวโทษทุกอย่างที่มาร จงสุขุมมองดูว่าสิ่งใดถูกต้องและไม่ถูกต้องและตอบสนองอย่างถูกต้องเหมาะสม ดู ยากอบ 4:7

• Learn to repent – Each time we fall into sin, we need to be humble and repent and return to God. Do not give up. Do not give in. The more we sin, the more we are inclined to sin. But if we repent and receive God’s forgiveness, our heart is made new again. We need to apply the Gospel of repentance and forgiveness in our daily lives. See 1 John 1:9; Psalm 66:18.
เรียนรู้ที่จะกลับใจใหม่ – แต่ละครั้งที่เราตกอยู่ในความบาป เราจำเป็นจะต้องถ่อมใจลงและสารภาพสำนึกผิดและกลับไปยังพระเจ้า อย่าท้อแท้หมดหวัง อย่ายอม ยิ่งเราทำบาป เราก็มีแนวโน้มที่จะทำความบาปมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าเรากลับใจและรับการอภัยโทษบาปจากพระเจ้า หัวใจของเราถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เราจำเป็นต้องใช้ข่าวประเสริฐเรื่องการกลับใจและการให้อภัยในชีวิตประจำวันของเรา ดู 1 ยอห์น 1:9; สดุดี 66:18
• Practice godly disciplines – Even if we stumble and fall, we need to train ourselves in godliness (1 Timothy 4:7,8). By subjecting our bodies and mind to the Lord, we learn to do what is right. A good behavior pattern can be acquired by frequent repetition of good thoughts and good deeds. See Romans 6:19; Romans 12:1; Philippians 4:8.
ฝึกวินัยของพระเจ้า – แม้ว่าเราสะดุดและล้มลง เราจำเป็นต้องฝึกฝนตัวเองในทางของพระเจ้า (1 ทิโมธี 4:7,8) โดยการมอบร่างกายและจิตใจของเราให้อยู่ภายใต้องค์พระผู้เป็นพระเจ้า เพื่อเราจะเรียนรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง รูปแบบพฤติกรรมที่ดีสามารถเกิดขึ้นได้โดยการฝึกความคิดดีและฝึกการกระทำดี ทำซ้ำๆบ่อยๆ ดูโรม 6:19; โรม 12:1; ฟิลิปปี 4:8

Personal Response
การตอบสนองของบุคคล
• Are there any besetting or unconfessed sins in your life? Take five minutes now to confess and seek forgiveness – each person privately before the Lord.
“Lord Jesus Christ,
I confess to you now my sin of
I renounce past harmful associations and acts of
I seek your mercy and forgiveness. Release me from bondage to this sin.
I trust in you, Lord Jesus. Thank you for your grace.In Jesus’ Name, Amen.”
มีบาปที่รบกวนหรือบาปที่ยังไม่ได้สารภาพในชีวิตของคุณไหม? ใช้เวลาห้านาทีในขณะนี้ที่จะสารภาพและแสวงหาการอภัยโทษ – ให้แต่ละคนทำอย่างส่วนตัวต่อพระพักตร์พระเจ้า
“พระเยซูคริสต์เจ้า
ลูกสารภาพกับพระองค์ในขณะนี้ถึงความผิดบาปของลูกในเรื่อง 
ลูกขอตัดขาดความสัมพันธ์ที่ผ่านมาที่ก่อให้เกิดภัยอันตราย ที่ลูกได้กระทำและร่วมกระทำในเรื่อง 
ลูกขอความเมตตาและการให้อภัยจากพระองค์ ปลดปล่อยลูกจากพันธนาการความบาปนี้
ลูกเชื่อในพระองค์พระเยซูเจ้า ลูกขอขอบพระคุณสำหรับพระคุณของพระองค์ ในพระนามพระเยซู อาเมน”

• Reflect and feedback to the group your thoughts on this poem by Corrie Ten Boom:
“Cowardly, wayward, and weak,I change with the changing sky.
Today so eager and strong,Tomorrow not caring to try.
But He never gives in, and we two shall win.
Jesus and I.”
สะท้อนความคิดของคุณออกมาให้เห็นและตอบสนองกลับไปยังกลุ่มด้วยบทกวีของ คอลลี่ เท็น บูม( Corrie Ten Boom) :
“ความขี้ขลาด, เอาแต่ใจ และ อ่อนแอ ฉันได้แก้ไขเปลี่ยนแปลง เหมือนกับท้องฟ้าที่เปลี่ยน
วันนี้จึงอยากกระตือรือร้น ทะยานไป และมีกำลังมั่นคงแข็งแรง พรุ่งนี้จึงไม่น่ากังวลที่จะลองพยายาม
แต่พระองค์ไม่เคยยอมแพ้และเราทั้งสองจะชนะ
คือพระเยซูและฉัน

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต