CHAPTER 9 การประพฤติปฏิบัติของคริสเตียน

Sharing is caring!

Introduction /บทนำ

We often say, “That’s not a Christian thing to do” or “He’s not a very good Christian.” Other times, we hear our neighbors complain sarcastically, “Christians think they are so good.” Comments like these suggest that a Christian is expected to maintain a certain standard of good conduct. But what does it mean to behave like a Christian? Are Christians all that good?

เรามักจะพูดว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่คริสเตียนควรจะทำ” หรือ “เขาไม่ได้เป็นคริสเตียนที่ดีมาก” เวลาอื่นๆที่เราได้ยินเพื่อนบ้านของเราบ่นประชดว่า “พวกคริสเตียนคิดว่าพวกเขาดีเลิศ” ความคิดเห็นเช่นนี้ชวนให้คิดได้ว่าคริสเตียนถูกคาดหวังว่าจะต้องรักษามาตรฐานของการดำเนินการที่ดีอย่างแน่นอน แต่อะไรที่หมายความถึงการประพฤติตัวที่เหมือนคริสเตียน? คริสเตียนดีทั้งหมดไหม?

Meaning of Good Conduct
ความหมายของการประพฤติปฏิบัติที่ดี
• No one is good but God alone
• ไม่มีใครเลยที่ดี มีแต่เพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ดี
“‘Why do you ask about what is good?’ Jesus replied. ‘There is only One who is good.’” (Matthew 19:17)
“พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม? ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว” (มัทธิว 19:17)

“All have turned aside, they have together become corrupt; there is no one who does good, not even one.” (Psalm 14:3)
“เขาทั้งหลายหลงเจิ่นไปหมด เสื่อมทรามเหมือนกันสิ้น ไม่มีผู้ใดทำดี ไม่มีสักคนเดียว “(สดุดี 14:3)

Just because we are Christians does not mean we are morally good and behave better than others. We are all sinners saved by grace. The righteousness we obtain from God is not due to our good deeds or good behavior; it is imputed to us by grace through faith (Philippians 3:9; Ephesians 2:8,9). Therefore, we are justified and made righteous because Christ cancelled our sins, not because of we are good.

เพียงเพราะว่าเราเป็นคริสเตียนไม่ได้หมายความว่าเราเป็นผู้มีศีลธรรมที่ดีและมีความประพฤติดีกว่าผู้อื่น เราทุกคนเป็นคนบาปที่ได้รับความรอดโดยพระคุณ ความชอบธรรมที่เราได้รับมาจากพระเจ้าไม่ได้เกิดจากการกระทำที่ดีหรือพฤติกรรมที่ดีของเรา; ความชอบธรรมถูกยกให้เป็นของเราโดยพระคุณผ่านความเชื่อ (ฟีลิปปี 3:9; เอเฟซัส 2:8,9) ดังนั้นเราจึงถูกระบุว่าชอบธรรมและให้ทำความชอบธรรมเพราะพระคริสต์ทรงยกเลิกบาปของเรา ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนดี

• The Need for sanctification
• ความจำเป็นสำหรับการชำระให้บริสุทธิ์
“My dear children for whom I am again in the pains of childbirth until Christ is formed in you.” (Galatians 4:19)

“ลูกน้อยของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าต้องเจ็บครรภ์เพราะท่านทั้งหลายอีก จนกว่าพระคริสต์จะได้ทรงก่อร่างขึ้นในตัวท่าน“ (กาลาเทีย 4:19)

“It is God’s will that you should be sanctified: that you should avoid sexual immorality…” (1 Thessalonians 4:3)

“พระประสงค์ของพระเจ้าเป็นอย่างนี้คือ ให้พวกท่านเป็นคนบริสุทธิ์ คือให้เว้นจากการล่วงประเวณี” (1เธสะโลนิกา 4:3)

The Apostle Paul prays that Christ’s character may be formed in us. Such a lofty purpose is not something which can happen in a short time. It is part of the progressive work of the Holy Spirit called “sanctification” and it comes about with spiritual growth (1 Peter 2:2; 2 Peter 3:18). The Spirit of God is working in our life; sanctification is not something we can achieve through resolve or trying harder. It is by God’s grace. The more we yield to the Holy Spirit; the more we take after the likeness of Christ (2 Corinthians 3:18).

อัครทูตเปาโลอธิษฐานว่า ขอให้พระลักษณะนิสัยของพระคริสต์เกิดขึ้นในเรา ความมุ่งหมายของการเป็นผู้มีคุณสมบัติที่ดีนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ดำเนินก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ที่เรียกว่า “การชำระให้บริสุทธิ์” และจะมาพร้อมกับการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ (1 เปโตร 2:2; 2 เปโตร 3:18) พระวิญญาณของพระเจ้ากำลังกระทำการในชีวิตของเรา; การชำระให้บริสุทธิ์ไม่ใช่เป็นการทำบางสิ่งที่เราสามารถทำให้บรรลุได้โดยการแก้ไขหรือการพยายามหนักมากขึ้น แต่เป็นโดยพระคุณของพระเจ้า ยิ่งเรายอมจำนนต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์มากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีลักษณะเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นเท่านั้น (2 โครินธ์ 3:18)

• God requires us to be holy
• พระเจ้าต้องการให้เราบริสุทธิ์
“For it is written: ‘Be holy because I am holy.’” (1 Peter 1:16)
“เพราะมีคำเขียนไว้แล้วว่า “พวกท่านจงเป็นคนบริสุทธิ์ เพราะเราเองบริสุทธิ์” “(1 เปโตร 1:16)

Being good is not good enough; one can appear good by doing a few good acts. But God expects us to be holy and to conform to the likeness of Christ. He is our standard of moral excellence and the reflection of perfect character. Try as hard as we can, we will never achieve that standard of perfect excellence. Instead, to be holy means to make a conscious decision to turn away from a life of sin and live a life dedicated to serving and pleasing God. When we do that, we are being transformed by God’s Spirit inside-out so that we slowly become the person God intends us to be. It is like gold with all the dross being removed so that what eventually comes out is 100% pure gold.

การดำรงอยู่ในความดีไม่ได้เป็นการดีที่เพียงพอ; ถ้าคนหนึ่งสามารถดูดีด้วยการทำดีเพียงไม่กี่อย่าง แต่พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราบริสุทธิ์และเพื่อให้เป็นเหมือนกับพระฉายของพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นมาตรฐานเลิศทางศีลธรรมของเราและเป็นภาพสะท้อนของบุคลิกลักษณะที่สมบูรณ์แบบ การพยายามอย่างหนักเท่าที่เราจะทำได้ จะไม่เคยทำให้เราไปถึงมาตรฐานที่เลิศสมบูรณ์แบบนั้น แต่ความบริสุทธิ์หมายถึงการที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจอย่างมีสำนึกที่จะหันจากชีวิตของความบาปและดำเนินชีวิตอุทิศทุ่มเทเพื่อปรนนิบัติรับใช้และทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย เมื่อเราทำอย่างนั้น เรากำลังรับการเปลี่ยนแปลงใหม่โดยพระวิญญาณของพระเจ้าจากภายในออกมาสู่ภายนอก ด้วยเหตุนี้เราจะกลายเป็นคนที่พระเจ้าตั้งใจให้เราเป็นอย่างช้าๆ เหมือนกับทองกับขี้โลหะที่ถูกนำออกไป เพื่อให้ได้ทองคำออกมาบริสุทธิ์ 100%

Principles of Christian Conduct
หลักการประพฤติปฏิบัติของคริสเตียน
• Love
• ความรัก
“Jesus said, ‘Love the Lord your God with all your heart and with all your soul and with all your mind. This is the first and greatest commandment. And the second is like it: Love your neighbor as yourself. All the Law and the Prophets hang on these two commandments.” (Matthew 22:37-40)

“พระเยซูทรงตอบเขาว่า ” ‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสุดจิตของท่าน’ และด้วยสุดความคิดของท่าน นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อสำคัญอันดับแรก ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ ธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหมด ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้” (มัทธิว 22:37-40)

We are called to love God and to love others. The whole Law of God hangs on these two commandments. This is because love does no wrong to his neighbor but seeks the good of others. But we can love others only because God first loved us (1 John 4:19). God is love and therefore all love comes from God (1 John 4:7,16).
เราถูกเรียกให้รักพระเจ้าและรักผู้อื่น พระบัญญัติทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้ เพราะว่าความรักจะไม่กระทำผิดต่อเพื่อนบ้าน แต่จะมองหาส่วนดีของผู้อื่น เราสามารถรักผู้อื่นได้เพราะพระเจ้าทรงรักเราก่อน (1 ยอห์น 4:19) พระเจ้าทรงเป็นความรัก และเพราะว่าความรักทุกอย่างมาจากพระเจ้า (1 ยอห์น 4:7,16)

God’s love is agape love which means that it is unconditional love. It does not vary because of what we do or how we behave. God loves us despite our faults and failures. In the same way, we are to love one another even if they are not likeable or even if they do not love us in return. Hence love is not self-centered but other-oriented. It seeks the welfare of others before our own.

ความรักของพระเจ้าคือความรักแบบอากาเป้ ซึ่งหมายถึง ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่ไม่ได้แปรผันเปลี่ยนไปตามเพราะเหตุว่า เราทำอะไรหรือเราประพฤติอย่างไร พระเจ้ารักเรา แม้เรามีผิดพลาดและมีความล้มเหลว ในทำนองเดียวกันเราควรจะรักผู้อื่น แม้ว่าพวกเขาจะไม่เป็นที่น่าพอใจหรือแม้กระทั่งถ้าพวกเขาไม่ได้รักเราตอบ ดังนั้นความรักจึงไม่ได้ให้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่มุ่งเน้นที่ผู้อื่น เป็นการมองที่สวัสดิภาพของผู้อื่นก่อนของตัวเราเอง

• Golden Rule
• กฎทอง
“So in everything, do to others what you would have them do to you, for this sums up the Law and the prophet.” (Matthew 7:12)

“จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่พวกท่านต้องการให้พวกเขาปฏิบัติต่อท่าน เพราะนี่คือธรรมบัญญัติและคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ“(มัทธิว 7:12)

This rule was called “golden” in 1674 because it was considered a supreme and universal rule of conduct. It means to do something for others what we ourselves would like done for us. In other words, if we would like to be shown kindness, we should show kindness to others. It puts thoughtfulness before selfishness. It is not the same as another maxim which says: “Do not do to others what you do not want others to do;” because the Golden Rule is proactive, not passive. It requires us to take the initiative to do good; not just refrain from doing harm.

กฎนี้ถูกเรียกว่า “กฎทอง” ในปี พ.ศ. 2217 เพราะกฎนี้ได้รับการพิจารณาให้เป็นกฎสำคัญยิ่งและเป็นสากลของการประพฤติปฏิบัติ กฎนี้มีความหมายถึง การที่จะทำอะไรบางอย่างให้ผู้อื่นๆ จงทำเหมือนอย่างที่เราปรารถนาให้ผู้อื่นทำให้กับเรา กล่าวอีกอย่างได้ว่า ถ้าเราต้องการที่จะได้รับความเมตตากรุณา เราควรจะแสดงความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น เป็นการใส่ความคิดที่คิดถึงผู้อื่นก่อนหน้าความคิดที่เห็นแก่ตัว มันไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับอีกหลักเกณฑ์หนึ่งที่กล่าวว่า “อย่าทำกับผู้อื่น ในสิ่งที่คุณไม่ต้องการให้คนอื่นทำกับคุณ” เพราะกฎทองเป็นการแสดงออกเชิงรุก ไม่ใช่การอยู่เฉยๆไม่แสดงกริยาอะไร แต่ต้องการให้เราใช้ความคิดริเริ่มที่จะทำดี; ไม่ได้เป็นเพียงอดกลั้นหรือละเว้นการกระที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือการทำลายเท่านั้น

• Ten Commandments
• พระบัญญัติสิบประการ
“And God spoke all these words: ‘I am the Lord your God… You shall have no other gods… You shall not make yourself an idol… You shall not misuse the Name… Remember the Sabbath day…Honor your father and your mother… You shall not murder… You shall not commit adultery… You shall not steal… give false testimony… covet…” (Exodus 20:1-17)

“พระเจ้าตรัสพระวจนะทั้งสิ้นต่อไปนี้ว่า “เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า.. “ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา… “ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน… “ห้ามใช้พระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด… “จงระลึกถึงวันสะบาโต … “จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า … “ห้ามฆ่าคน .. “ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียพระองค์… “ห้ามลักขโมย… “ห้ามเป็นพยานเท็จ… “ห้ามโลภ.. (อพยพ 20:1-17)

The first 4 commandments define a right relationship with God; the second 6 commandments define a right relationship with fellow human beings. Most people are familiar with the last 6 commandments and they are universally adopted as the moral standard. However, the first 4 commandments are equally important for the redeemed people of God. We are to worship the Lord as the one and only God; there should be no other gods. We should not also make images of God according to our imagination.

พระบัญญัติ 4 ประการแรก เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า พระบัญญัติที่เหลืออีก 6 ประการเป็นการกำหนดความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับเพื่อนมนุษย์ คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับพระบัญญัติ 6 ประการหลัง และพวกเขาได้นำมาประยุกต์ใช้ในระดับสากลให้เป็นมาตรฐานทางศีลธรรม อย่างไรก็ตามพระบัญญัติ 4 ประการแรกมีความสำคัญที่เท่าเทียมกันสำหรับคนที่รับการไถ่แล้วของพระเจ้า เราอยู่เพื่อนมัสการพระเจ้าหนึ่งเดียวและมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่เป็นพระเจ้า ไม่ควรมีพระอื่นใด เราไม่ควรทำหรือสร้างรูปจำลองของพระเจ้าเป็นไปตามจินตนาการของเราด้วย

Moreover, these 10 Commandments are written mostly as laws that forbid: “You shall NOT…” Therefore, they point to what is wrong and are intended to restrain wrongdoing. We are to obey them but they formed only the minimum level of God’s moral standard.

ยิ่งกว่านั้น พระบัญญัติ 10 ประการส่วนใหญ่จะถูกเขียนเป็นกฎหมายที่ห้าม: “เจ้าจะไม่…” หรือ “อย่า …” ดังนั้นบัญญัติเหล่านี้มุ่งชี้ไปที่สิ่งที่ผิดและมีจุดมุ่งหมายที่จะยับยั้งการกระทำที่ผิด เราต้องเชื่อฟังพระบัญญัติ แต่พระบัญญัติที่กำหนดขึ้นนี้เป็นเพียงระดับต่ำสุดของมาตรฐานทางศีลธรรมของพระเจ้า

• The Sermon on the Mount
• คำเทศนาบนภูเขา
“Now when he saw the crowds, he went up on a mountainside and sat down. The disciples came to him, and he began to teach them, saying….You have heard that it was said… “Do not murder… But I tell you… anyone who is angry… will be subject to judgment.” (Matthew 5:1,22-23)

“เมื่อทอดพระเนตรเห็นฝูงชน พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาและเมื่อประทับแล้ว เหล่าสาวกของพระองค์มาเฝ้าพระองค์ แล้วพระองค์จึงตรัสสอนพวกเขาว่า “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้กับคนในสมัยก่อนว่า ‘ห้ามฆ่าคน… แต่เราบอกพวกท่านว่า ใครโกรธ… คนนั้นจะต้องถูกพิพากษา” (มัทธิว 5:1,22-23)

The teachings of Jesus from Matthew 5-7 are known as the “Sermon on the Mount.” In His Sermon, Jesus interprets and explains the significance of the 10 Commandments and other laws. What it teaches is the maximum level of God’s moral standard. Refraining from wrong deeds alone is not enough to make a person righteous; one must also be pure in thinking and in the motivations of the heart. This standard is hard for any man to achieve on his own unless he is first redeemed by Christ’s blood and is given a new heart and a new spirit.

คำสอนของพระเยซูจาก มัทธิว บทที่ 5-7 เป็นที่รู้จักกันในฐานะ “คำเทศนาบนภูเขา.” ในคำเทศนาของพระองค์ พระเยซูตีความและอธิบายถึงความสำคัญอย่างมีนัยของ 10 บัญญัติและกฎบัญญัติอื่น ๆ สิ่งที่ทรงสั่งสอนเป็นมาตรฐานสูงสุดทางศีลธรรมในทางของพระเจ้า การละเว้นจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้คนหนึ่งชอบธรรมได้ ผู้นั้นยังต้องบริสุทธิ์ในความคิดและบริสุทธิ์ในแรงจูงจากภายในหัวใจด้วย มาตรฐานนี้เป็นเรื่องยากที่มนุษย์จะบรรลุหรือทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระคริสต์ และพระองค์ได้ทรงประทานจิตใจใหม่และจิตวิญญาณใหม่แก่เขา

Customs and Traditions
วัฒนธรรมและประเพณี
“My Prayer is not that you take them out of the world but that you protect them from the evil one. They are not of the world, even as I am not of it. Sanctify them by the truth; your word is truth. As you sent me into the world, I have sent them into the world.” (John 17:15-18)

“ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้ปกป้องพระองค์ไว้ให้พ้นจากมารร้าย พวกเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนอย่างที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกอย่างไร ข้าพระองค์ก็ใช้พวกเขาไปในโลกอย่างนั้น” (ยอห์น 17:15-18)
This was how Jesus prayed for us when he was on earth. His desire is not to remove or isolate us from the rest of the world; but to be in the world without being of the world. Hence, when a person becomes a Christian, we do not take him out of his own cultural environment and insulate him from the world he lives in. Instead, we send him back to his own environment and community as a witness of the Truth. But not everything in our culture or custom is good. Some traditional practices are in conflict with God’s commandments. How then should we relate with our customs and traditions so that we do not do anything which conflicts our new life in Christ?

นี่คือวิธีการที่พระเยซูอธิษฐานเพื่อเรา เมื่อพระองค์อยู่บนโลก ความปรารถนาของพระองค์ไม่ได้ที่จะย้ายหรือแยกเราจากโลก; แต่ให้อยู่ในโลกโดยไม่ต้องเป็นของโลก ดังนั้นเมื่อคนมาเป็นคริสเตียนเราไม่ได้พาเขาออกจากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมของเขาและแยกเขาจากโลกที่เขาอาศัยอยู่ แต่เราส่งเขากลับไปยังสิ่งแวดล้อมและชุมชนของเขาเพื่อเป็นพยานแห่งความจริง แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างในวัฒนธรรมของเราจะเป็นสิ่งที่ดี บางวัฒนธรรมประเพณีปฏิบัติมีความขัดแย้งกับพระบัญญัติของพระเจ้า แล้วเราควรจะดำเนินความสัมพันธ์กับขนบธรรมเนียมและประเพณีของเราอย่างไร เพื่อที่เราไม่ได้ทำอะไรที่ขัดแย้งกับชีวิตใหม่ของเราในพระคริสต์

Here are a few principles to consider:
นี่คือหลักการบางประการที่ควรพิจารณา:
• Choose customs and traditions that are also taught by the Bible – For e.g. Obeying civil laws, showing respect for our elders, donating to the poor, helping our neighbors, etc. See Romans 13:1,10; 15:1-2; Leviticus 19:32; Matthew 6:1-4.

เลือกทำตามขนบธรรมเนียมและประเพณีที่มีการสอนโดยพระคัมภีร์ด้วย – สำหรับเช่น การเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎหมายทางแพ่ง แสดงความเคารพต่อผู้อาวุโส บริจาคแก่คนยากจน ช่วยให้เพื่อนบ้านของเรา ฯลฯ ดูโรม 13:1,10; 15: 1-2; เลวีนิติ 19:32; มัทธิว 6:1-4

• Don’t do anything that is clearly forbidden by the Bible – For e.g. worshipping idols, participating in religious ceremonies, religious offerings, religious charms, divination, fortune telling, etc. See 1 Corinthians 10:14-22; Leviticus 19:31; Acts 16:16-18;19:17-19.

อย่าทำอะไรที่เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างชัดเจนที่กล่าวโดยพระคัมภีร์ – เช่น การบูชารูปเคารพ การเข้าร่วมในพิธีทางศาสนา การถวายบริจาคที่เกียวข้องกับศาสนา, การทำเสน่ห์โดยพิธีกรรมทางศาสนา ทำนายดวงชะตา บอกโชคลาภ ฯลฯ ดู 1 โครินธ์ 10:14-22; เลวีนิติ 19:31; กิจการ 16:16-18; 19:17-19

• Value customs that teach us good – Some traditions are neutral and harmless; they may even symbolize good values like respect for elders, well-wishes, etc. We have freedom to decide whether to do it or not. But don’t become a slave to it. Remember that all traditions are man-made; they are not sacred in themselves. Value customs for the good it symbolizes, not for its religious meanings. For e.g. Throwing water during Songkran; pouring water on hands of elders.

ประเพณีที่มีคุณค่าจะสอนสิ่งดีแก่เรา – ประเพณีบางอย่างมีความเป็นกลางและปลอดภัย; อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของค่านิยมที่ดีเช่นการเคารพผู้ใหญ่ ความปรารถนาดี และอื่น ๆ เรามีอิสระในการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ แต่อย่ากลายเป็นทาสของมัน โปรดจำไว้ว่าทุกขนบรรมเนียมประเพณีเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น; มันไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง คุณค่าของขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีนั้นเป็นพียงสัญลักษณ์ที่แสดงออก ไม่ได้มีความหมายโดยนัยทางศาสนา เช่น สาดน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์; รดน้ำในมือของผู้สูงอายุ

“Everything is permissible for me but I will not be mastered by anything.” (1 Corinthians 6:12b)
“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้” แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้” แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใดเลย (1 โครินธ์ 6:12ข)

• Don’t stumble others – What we do always affect other people and we need to be mindful of that. We may not attach religious significance to a tradition, for example, but other people may not look at it the same way. Don’t allow what we do to cause others to misunderstand our faith or to do something that would offend their conscience. For e.g. Loy Krathong.

อย่าทำให้ผู้อื่นสะดุด – สิ่งใดก็ตามที่เราทำมักจะมีผลกระทบต่อคนอื่น และเราจำเป็นต้องทำอย่างมีสติ เช่น เราอาจจะไม่ได้ผูกติดความสำคัญทางศาสนากับประเพณีวัฒนธรรม แต่คนอื่นอาจจะไม่มองแบบเดียวกัน อย่าให้สิ่งที่เราทำนั้นทำให้เกิดคนอื่นเข้าใจผิดในเรื่องความเชื่อของเรา หรือ ที่จะทำบางสิ่งบางอย่างที่มีเจตนาทำให้ขุ่นเคืองในจิตสำนึกหรือมโนธรรมของพวกเขา เช่น ลอยกระทง

“‘Everything is permissible’ – but not everything is beneficial. ‘Everything is permissible’ but not everything is constructive. Nobody should seek his own good, but the good of others.” (1 Corinthians 10:23,24)
“เราทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ เราทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งนั้นทำให้เจริญขึ้น อย่าให้ใครเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ” (1 โครินธ์ 10:23,24)

Some current moral issues
ไขปัญหาประเด็นบางเรื่องที่โต้เถียงกันทางจริยธรรมศีลธรรมในปัจจุบัน
• Homosexuality
• รักร่วมเพศ
“Therefore God gave them over in the sinful desires of their hearts to sexual impurity for the degrading of their bodies with one another…even their women exchanged natural relations for unnatural ones. In the same way the men also abandoned natural relations with women and were inflamed with lust for one another…” (Romans 1:24-27)

“เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงปล่อยเขาให้ประพฤติการโสโครกตามราคะตัณหาในใจของเขา ให้เขาทำสิ่งที่น่าอับอายต่อกายของกันและกัน … พวกผู้หญิงของเขาก็เปลี่ยนจากเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ ให้ผิดธรรมชาติไป ส่วนผู้ชายก็เลิกมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงให้ถูกตามธรรมชาติเช่นกัน และเร่าร้อนด้วยไฟราคะตัณหาที่มีต่อกัน …“ (โรม 1:24-27)

The Bible clearly forbids homosexuality and all sexual perversions (see also 1 Corinthians 6:9-20). The Bible also states that God created human beings, male and female, and that homosexuality is not a natural thing. Hence, we are created sexual beings but our sexuality must be used as an expression of love and union between a man and his wife (Genesis 2:23-25). Anything sexual outside that marriage relationship is sin.

พระคัมภีร์กล่าวห้ามอย่างชัดเจน เรื่อง การรักร่วมเพศ และการบิดเบือนหรือวิปริตทางเพศทุกอย่าง (ดู 1 โครินธ์ 6:9-20) พระคัมภีร์ยังระบุว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นชายและหญิง และรักร่วมเพศที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้เราจึงถูกสร้างมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเพศ แต่เรื่องเพศของเราจะต้องนำมาใช้เป็นแสดงออกของความรักและความเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างชายและภรรยาของเขา (ปฐมกาล 2:23-25) สิ่งต่างๆที่ทางเพศสัมพันธ์นอกการสมรสเป็นความบาป
• Abortion
• การทำแท้ง
“Before I formed you in the womb I knew you, before you were born I set you apart; I appointed you a prophet to the nations.” (Jeremiah 1:5)
“เราได้รู้จักเจ้าก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าขึ้นในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์ เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะแก่บรรดาประชาชาติ” (เยเรมีห์ 1:5)

The Bible reveals that God knows and relates to unborn children as individuals. He chose Jeremiah while he was still in the womb. The unborn is already a form of human life because it has a soul and is a person recognized by God. Therefore, it is wrong to kill unwanted infants and unwanted fetuses even if the law of the land permits it.
พระคัมภีร์เผยให้เห็นว่าพระเจ้าทรงรู้และเกี่ยวข้องกับเด็กในครรภ์เป็นส่วนตัวแต่ละบุคคล พระองค์ทรงเลือกเยเรมีย์ในขณะที่เขายังอยู่ในครรภ์มารดา เด็กที่ยังไม่เกิดได้ถูกกำหนดรูปแบบชีวิตมนุษย์ไว้แล้ว เพราะเขามีจิตวิญญาณและเป็นคนที่ได้รับการรับรองและรู้จักโดยพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่จะฆ่าทำลายเด็กทารกที่ไม่พึงประสงค์และเด็กอ่อนที่ไม่พึงประสงค์ แม้ว่ากฎหมายของโลกจะอนุญาตก็ตาม

• Bribery
• การติดสินบน
“Do not accept a bribe, for a bribe blinds those who see and twists the words of the righteous.” (Exodus 23:8)
“ห้ามรับสินบน เพราะว่าสินบนทำให้คนตาดีกลายเป็นคนตาบอดไป และทำให้คดีของคนชอบธรรมพลิกผันได้” (อพยพ 23:8)

The Bible clearly forbids us to take or give bribes. Micah 3:11 describes how people in authority can be corrupted by bribes. Therefore, it is wrong to give bribes to get officials and those in authority to grant us special favors or to bend the law for our sake. Neither is it right to take bribes from those who ask us for special favors.
พระคัมภีร์อย่างชัดเจนห้ามเรารับหรือให้สินบน มีคาห์ 3:11 อธิบายว่าคนที่มีสิทธิอำนาจสามารถถูกทำให้เขวไปทางชั่วหรือทุตจริตได้โดยการรับสินบน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่จะให้สินบนเพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้ที่อยู่ในอำนาจที่จะยอมรับหรือยอมอนุญาตด้วยความชอบส่วนตัวหรือความเห็นใจเป็นกรณีพิเศษ หรือให้เพื่อจะบิดเบือนกฎหมายเพื่อประโยชน์ของเรา ทั้งสองอย่างไม่เป็นการถูกต้องที่จะรับสินบนจากผู้ที่ขอร้องเราเพื่อขอความชอบส่วนตัวหรือความเห็นใจพิเศษ

Personal Response
การตอบสนองของบุคคล
• Read the following Bible passages and write down a principle you can learn from it:
อ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้และเขียนหลักการที่คุณได้เรียนรู้จากพระคัมภีร์ลงไป
o Matthew 5:33-37 (มัทธิว 5:33-37):
o Mark 7:5-13 (มาระโก 7:5-13):
o Rom 14:1-4 (โรม 14:1-4):
o 1 Cor 6:1-8 (1 โครินธ์ 6:1-8):
o 1 Cor 6: 12-17 (1 โครินธ์ 6:12-17):
o 1 Cor 8:1-3 (1 โครินธ์ 8:1-3):
o 2 Cor 6:14-18 (2 โครินธ์ 6:14-18):
o Ephesians 5:18 (เอเฟซัส 5:18):
o 1 Peter 2: 13-17 (1 เปโตร 2:13-17):
o 1 Peter 3: 13-17 (1 เปโตร 3: 13-17):

• Discuss the following case scenarios:
อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตามสถานการณ์กรณีศึกษาดังต่อไปนี้:

o How would you advise a friend if she comes to you and say, “I’m pregnant. But I cannot afford to keep this baby. I am still a student and I can’t afford to give up my studies”?
คุณจะแนะนำเพื่อนคุณอย่างไร ถ้าเธอมาหาคุณและพูดว่า “ฉันตั้งครรภ์ แต่ฉันไม่สามารถที่จะเก็บลูกไว้ได้ ฉันยังเป็นนักศึกษาและฉันก็ไม่สามารถที่จะเลิกล้มการเรียนของฉันด้วย”?

o You tried to get a driving license for the 5th time but you still failed the test. The officer in charge promised to give you a license if you gave him some compensation. You need the driving license in order to get a job, would you do it?
คุณพยายามไปสอบใบอนุญาตขับรถมา 5 ครั้ง แต่คุณยังไม่ผ่านการทดสอบ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสัญญาว่าจะให้ใบอนุญาต ถ้าคุณจ่ายค่าตอบแทนให้เขาบ้าง คุณต้องการใบอนุญาตขับรถเพื่อให้ได้งาน คุณจะทำตามที่เขาขอหรือไม่?

o A friend who is gay asks you to join him in a protest against a law that refuses to recognize the right to be gay. Your friend says he is miserable
เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นเกย์ ขอให้คุณเข้าร่วมกับเขาในการประท้วงต่อต้านกฎหมายที่ปฏิเสธการรับรองสิทธิการเป็นเกย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อนของคุณบอกว่า เขามีความทุกข์ยากเดือดร้อนลำเค็ญ

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต