Chapter 10 เรียนรู้จักพระประสงค์ของพระเจ้า

Sharing is caring!

Introduction /บทนำ
“For I know the plans I have for you,” declares the Lord, “plans to prosper you and not to harm you, plans to give you hope and a future.” (Jeremiah 29:11)

“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า” (เยเรมีห์ 29:11)

The Bible tells us that God our Creator has a predetermined plan for every life. Yet, though He determines all things into existence, He does so without depriving us of a freedom of will. Our Lord is a personal God and He desires us to come to Him freely and to obey Him willingly. He does not force us into a relationship with Him. He does not force us to accept His will.

พระคัมภีร์บอกเราว่าพระเจ้าพระผู้สร้างของเรา ทรงมีแผนการที่กำหนดไว้สำหรับทุกชีวิต นอกจากนี้พระองค์ยังทรงกำหนดทุกสิ่งเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ พระองค์ไม่ได้ตัดเสรีภาพของเราจากความสมัครใจหรือความเต็มใจของเรา พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่เป็นบุคคลและพระองค์ปรารถนาให้เราเข้ามาหาพระองค์ได้อย่างอิสระและเชื่อฟังพระองค์ด้วยความเต็มใจ พระองค์ไม่ทรงบีบบังคับเราให้เข้าไปสู่ความสัมพันธ์กับพระองค์ พระองค์ไม่บีบบังคับเราให้ยอมรับพระประสงค์หรือน้ำพระทัยของพระองค์

Yet God’s will for us is the highest good. Those who walk according to His will do not stumble or fall. His love for us is unfailing for those who seek Him:
น้ำพระทัยหรือพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเรายังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอีกด้วย บรรดาผู้ที่เดินตามพระองค์จะไม่สะดุดหรือล้มลง ความรักของพระองค์สำหรับเราไม่มีวันล้มเหลวเลยสำหรับผู้ที่แสวงหาพระองค์
“Your love, O Lord, reaches to the heavens, your faithfulness to the skies. Your righteousness is like the mighty mountains, your justice like the great deep. O Lord, you preserve both man and beast. How priceless is your unfailing love! Both high and low among men find refuge in the shadow of your wings.” (Psalm 36:5-7)

“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความรักมั่นคงของพระองค์แผ่ไปถึงฟ้าสวรรค์ ความซื่อสัตย์ของพระองค์ไปถึงเมฆ ความชอบธรรมของพระองค์เหมือนภูพระองค์สูงตระหง่าน ความยุติธรรมของพระองค์เหมือนที่ลึกยิ่ง ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์ทรงช่วยทั้งมนุษย์และสัตว์ให้รอด ข้าแต่พระเจ้า ความรักมั่นคงของพระองค์ล้ำเลิศยิ่งนัก มนุษย์ทั้งหลายเข้าลี้ภัยอยู่ใต้ร่มปีกพระองค์” (สดุดี 36:5-7)

What is God’s Will?
อะไรคือน้ำพระทัยของพระเจ้า?
“In him we were also chosen, having been predestined according to the plan of him who works out everything in conformity with the purpose of his will.” (Ephesians 1:11)

“และในพระคริสต์นั้น เราก็ได้รับการทรงเลือกด้วย คือถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตามพระเจตนารมณ์ของพระเจ้าผู้ทรงทำกิจทุกอย่างตามพระดำริแห่งพระทัยของพระองค์” (เอเฟซัส 1:11)

The Book of Ephesians tells us that God works all things after the counsel of His will. In other words, everything and every area of life in the whole universe are under God’s sovereign rule. He does not react to situations like men do nor can He be caught unprepared by anything that happens under the sun. He has a plan and purpose for His people. He is in charge at all times and He is actively involved in all our lives. Nothing can happen without His knowledge and permission.

หนังสือพระธรรมเอเฟซัสบอกเราว่า พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งหลังจากการปรึกษาน้ำพระทัยหรือพระประสงค์ของพระองค์ พูดอีกนัยหนึ่งคือ ทุกอย่างและพื้นที่ของชีวิตในทั่วจักรวาลทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองที่มีอำนาจอธิปไตยยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ตอบสนองต่อสถานการณ์เหมือนที่มนุษย์ทำ หรือพระองค์ไม่ได้ทำให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นภายใต้ดวงอาทิตย์อย่างไม่มีการจัดเตรียม พระองค์ทรงมีแผนการและวัตถุประสงค์สำหรับประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงดูแลรับผิดชอบตลอดเวลาและพระองค์มีส่วนร่วมในชีวิตของเราทุกคน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความรู้และอนุญาตจากพระองค์

Yet He is not the author of sin and evil in the world; for He also gives men freedom of will and the authority to rule over the earth. Each of us is responsible for the decisions we make in life. He knows what we do and He gives us the freedom to do it. This is a great mystery, but it is true. We who are created cannot fully grasp the superior ways of our Creator.

แน่นอนพระองค์ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดความบาปและความชั่วร้ายในโลก; แต่พระองค์ยังได้ให้อิสระภาพในการทำตามใจปรารถนาและอำนาจในการครอบครองหนือแผ่นดินโลก เราแต่ละคนเป็นผู้ตอบสนองต่อการตัดสินใจที่เรากระทำในชีวิต พระองค์รู้ว่าเราจะทำอะไรและพระองค์ได้ให้เรามีเสรีภาพที่จะทำสิ่งนั้นได้ นี่คือความลึกลับที่ยิ่งใหญ่ แต่มันเป็นความจริง เราในฐานะผู้ที่ถูกสร้างขึ้นจึงไม่สามารถเข้าใจถึงวิธีการที่เหนือชั้นกว่าของพระผู้สร้างของเราอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ได้

God’s General Will
พระประสงค์ทั่วไปของพระเจ้า
“Do not be foolish but understand what the will of the Lord is.” (Ephesians 5:17)

“เพราะเหตุนี้ อย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจว่าอะไรคือพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (เอเฟซัส 5:17)

• Service to God. God desires all men to be saved. But He will not use force to do it. Instead He sent His only Son into the world so that the world through Him may be saved. Likewise, He now sends us into the world so that we may tell the world that Jesus saves. It is God’s will that we preach the gospel to the lost. It is God’s will that we serve Him.

การรับใช้พระเจ้า พระเจ้าปรารถนาให้ทุกคนรอด แต่พระองค์จะไม่ใช้กำลังบังคับเพื่อจะทำตามพระประสงค์ แต่พระองค์ได้ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อให้โลกที่เข้ามาทางพระบุตรได้รับความรอด ในทำนองเดียวกันเวลานี้พระองค์ส่งเราไปสู่โลกเพื่อที่เราจะบอกให้โลกรู้ว่าพระเยซูทรงช่วยให้รอดได้ เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เราประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้หลงหาย เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าให้เราปรนนิบัติรับใช้พระองค์

“What do you think? If a man owns a hundred sheep, and one of them wanders away, will he not leave the ninety-nine on the hills and go look for the one that wandered off? And if he finds it, I tell you the truth, he is happier about that one sheep than about the ninety-nine that did not wander off. In the same way your Father in heaven is not willing that any of these little ones should be lost.” (Matthew 18:12-14)

“พวกท่านคิดอย่างไร? ถ้าชายคนหนึ่งมีแกะอยู่ร้อยตัว และตัวหนึ่งหลงไปจากฝูง คนนั้นจะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้บนภูเขา แล้วไปเที่ยวหาตัวที่หลงไปนั้นหรือ? เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าคนนั้นพบมัน เขาจะมีความเปรมปรีดิ์มากยิ่งกว่าที่มีแกะเก้าสิบเก้าตัวที่ไม่ได้หลงไปนั้น พระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ก็ทรงเป็นอย่างนั้นแหละ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหนึ่งพินาศไปเลย” (มัทธิว 18:12-14)

A Christian who knows and loves God, will serve Him willingly. As servants of Jesus Christ, we not only have the power and authority to preach the gospel, but also to cast our demons and to cure diseases (Luke 9:1; 10:2,9). We have the Holy Spirit within us who empowers us to do His will. He has also given us spiritual gifts (1 Corinthians 12) which we can use to build up the Kingdom of God. For the Kingdom of God is not a matter of talk, but of power (1 Corinthians 4:20).

คริสเตียนที่รู้จักและรักพระเจ้าจะรับใช้พระองค์ด้วยความเต็มใจ ในฐานะที่เป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ เราไม่เพียงแต่มีฤทธิ์อำนาจและมีสิทธิอำนาจในการประกาศข่าวประเสริฐเท่านั้น แต่ยังสามารถขับภูตผีมารและรักษาโรคต่างๆได้ด้วย (ลูกา 9: 1; 10: 2,9) เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ประทับอยู่ภายในตัวเราที่จะให้อำนาจแก่เราเพื่อให้เราตามทำพระประสงค์ของพระองค์ได้ พระองค์ยังได้ประทานของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เรา (1 โครินธ์ 12) ซึ่งเราสามารถใช้ในการสร้างอาณาจักรของพระเจ้า สำหรับอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้เป็นเรื่องการพูดเหลวไหล แต่เป็นฤทธิ์เดชอำนาจ (1 โครินธ์ 4:20)

• Moral will. God’s moral commands are universally applicable to all. They are revealed in the Bible to instruct men how they ought to believe and to live. The moral will of God is not only prohibitive, like the Ten Commandments. The Scriptures also teaches us how to act – to love God, to love our neighbor, to help the helpless, visit the sick, treat workers fairly, etc. It is God’s will that we live a moral life. See also 1 Thessalonians 4:1-12.

พระประสงค์ด้านคุณธรรม คำสั่งหรือพระบัญญัติด้านคุณธรรมของพระเจ้าเป็นสากลสามารถนำไปใช้ได้กับทุกคน ซึ่งได้เปิดเผยสำแดงในพระคัมภีร์ที่จะแนะนำหรือสอนความรู้แก่มนุษย์ว่าพวกเขาควรจะเชื่อและดำเนินชีวิตอย่างไร พระประสงค์ด้านคุณธรรมของพระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงข้อห้ามเหมือนเช่นบัญญัติสิบประการ ข้อพระคัมภีร์ยังสอนให้เรารู้ว่าจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร – ที่จะรักพระเจ้า ที่รักเพื่อนบ้านของเรา ที่จะช่วยเหลือคนที่หมดหนทาง ที่จะเยี่ยมคนที่เจ็บป่วย ที่จะปฏิบัติต่อแรงงานอย่างสุภาพเป็นธรรม ฯลฯ เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม ดูเพิ่มเติมในพระธรรม 1 เธสะโลนิกา 4:1-12

“These commands that I give you today are to be upon your hearts. Impress them on your children. Talk about them when you sit at home and when you walk along the road, when you lie down and when you get up. Tie them as symbols on your hands and bind them on your foreheads. Write them on the doorframes of your houses and on your gates.” (Deuteronomy 6:6-9)

“และจงให้ถ้อยคำเหล่านี้ที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน และท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน และจงพูดถึงถ้อยคำเหล่านั้นเมื่อท่านนั่งอยู่ในบ้าน เดินอยู่ตามทาง นอนลงหรือลุกขึ้น จงเอาถ้อยคำเหล่านี้ผูกไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และคาดไว้ที่หน้าผากของท่านเป็นสัญลักษณ์ และจงเขียนถ้อยคำเหล่านี้ไว้ที่เสาประตูบ้าน และที่ประตูของท่าน”(เฉลยธรรมบัญญัติ 6:6-9)

When we keep ourselves free from transgressions and do what pleases God, we experience God’s blessings, peace and joy. Here are some blessings: Proverbs 13:21 (finances); Psalms 92:12,14 (fruitful aged); Psalms 34:15 (prayers answered); Proverbs 2:7,8 (protection) and 1 Peter 2:24 (healing).

เมื่อเรารักษาตัวเองเป็นอิสระจากการละเมิดต่างๆ และทำในสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย เราจะมีประสบการณ์ในพระพร สันติสุขและความชื่นชมยินดีจากพระเจ้า นี่คือบางส่วนของการอวยพระพร : สุภาษิต 13:21 (การเงิน); สดุดี 92:12,14 (ชีวิตที่เกิดผล); สดุดี 34:15 (คำอธิษฐานได้รับคำตอบ); สุภาษิตที่ 2:7,8 (การปกป้อง) และ 1 เปโตร 2:24 (การรักษา)

• Seek God’s Kingdom. It is never God’s intention for the current earth to last forever. Instead, God’s purpose is to establish a new heaven and a new earth where Christ’s Kingdom will rule and God’s people will remain with Him forever. A time of judgment must come for all men on earth, and then redemption and a glorious new creation.

แสวงหาราชอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ใช่ความมุ่งหมายของพระเจ้าสำหรับโลกปัจจุบันที่จะให้อยู่ตลอดไป แต่พระประสงค์ของพระเจ้าคือการสร้างฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ที่ราชอาณาจักรของพระคริสต์จะปกครองและประชากรของพระเจ้าจะยังคงอยู่กับพระองค์ตลอดไป เวลานั้นของการพิพากษาต้องมาถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ และจากนั้นเป็นการไถ่และการทรงสร้างใหม่ที่เต็มด้วยพระสิริ

Hence, it is God’s will that we do not put our hope on this temporary world, but to seek God’s new Kingdom on earth. Don’t just work to build up our life on earth and forget that whatever you gain here will soon pass away. Instead, lay up treasures in Heaven by serving God and nurturing your faith because wherever you put your treasures, there your heart will be also (Matthew 6:19-21).

ดังนั้นจึงเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ไม่ได้ให้เราวางความหวังของเราในโลกชั่วคราวนี้ แต่จงแสวงหาราชอาณาจักรใหม่ของพระเจ้าบนโลก อย่าเพียงทำงานในการสร้างชีวิตของเราบนโลกนี้และลืมไปว่าทรัพย์สิ่งของที่โลกนี้จะสิ้นไป แต่ให้เราสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์โดยการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและบำรุงรักษาความเชื่อของคุณไว้ เพราะว่าทรัพย์สมบัติอยู่ที่ไหน ใจของเราก็อยู่ที่นั่น (มัทธิว 6:19-21)
“But the day of the Lord will come like a thief. The heavens will disappear with a roar; the elements will be destroyed by fire, and the earth and everything in it will be laid bare.” (2 Peter 3:10)
“แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมย และในวันนั้น ฟ้าจะหายลับไปด้วยเสียงดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่บนนั้นจะถูกเผาจนหมดสิ้น” (2 เปโตร 3:10)

“Then I saw a new heaven and a new earth, for the first heaven and the first earth had passed away, and there was no longer any sea… Now the dwelling of God is with men and he will live with them. They will be his people, and God himself will be with them and be their God. He will wipe every tear from their eyes. There will be no more death or mourning or crying or pain, for the old order of things has passed away.”(Revelation 21:1-4)

“และข้าพเจ้าเห็นฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ เพราะว่าฟ้าสวรรค์เดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปแล้ว และทะเลก็ไม่มีอีกต่อไป … นี่แน่ะที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว และพระองค์จะประทับกับเขาทั้งหลาย พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ พระเจ้าเองจะสถิตกับเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจากตาของเขาทั้งหลาย และความตายจะไม่มีอีกต่อไป ความโศกเศร้า การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นผ่านไปแล้ว” ”(วิวรณ์ 21:1-4)

God’s Specific Will for Individuals
พระประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงของพระเจ้าสำหรับแต่ละบุคคล
“For this reason, since the day we heard about you, we have not stopped praying for you and asking God to fill you with the knowledge of his will through all spiritual wisdom and understanding. And we pray this in order that you may live a life worthy of the Lord and may please him in every way: bearing fruit in every good work, growing in the knowledge of God” (Colossians 1: 9-10).

“เพราะเหตุนี้ นับตั้งแต่วันที่เราได้ยินเรื่องนี้ เราก็ไม่ได้หยุดอธิษฐานและทูลขอเพื่อท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านเต็มเปี่ยมด้วยความรู้เรื่องพระประสงค์ของพระองค์โดยสรรพปัญญาและความเข้าใจฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อพวกท่านจะดำเนินชีวิตอย่างสมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และจะเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ทุกประการ คือให้ท่านเกิดผลในการดีทุกอย่าง และเจริญขึ้นในความรู้ถึงเรื่องพระเจ้า” (โคโลสี 1: 9-10)

God has not only revealed His general will for all people; but also, He has a specific purpose for every individual. A Christian can know and follow God’s purpose for his life. This guidance concerning His will is given by the indwelling Holy Spirit who unfolds God’s plan to us as we walk with Him. It is His purpose for our lives which makes life meaningful and good. But how does He show us His will?

พระเจ้าได้ไม่เพียงจะเปืดเผยให้เห็นพระประสงค์ทั่วไปของพระองค์สำหรับทุกคนแล้ว แต่พระองค์ยังทรงมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับทุกคนด้วย คริสเตียนสามารถรู้และปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเขาได้ คำแนะนำเกี่ยวกับพระประสงค์ของพระองค์นี้จะได้รับจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตภายในที่จะเปิดเผยแผนการของพระเจ้าให้เราราวกับว่าเราเดินกับพระองค์ พระประสงค์ของพระองค์สำหรับชีวิตของเราจะทำให้ชีวิตมีความหมายและเป็นสิ่งดี แต่พระองค์ทรงสำแดงพระประสงค์ให้เราเห็นด้วยวิธีใด?

• The Word of God. The Bible is the primary revelation of God’s will for our lives. God’s will for us can never contradict what Scriptures has said. It contains both precepts and principles of truth. Precepts are detailed instructions about what to do or not do. Principles are broad guidelines to help us evaluate what is right and wrong concerning all matters of life on earth. More than that, it reveals God’s heart and character so that we may know how to please Him in all we do.

พระวจนะของพระเจ้า พระคัมภีร์เป็นการเปิดเผยหลักของพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา พระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเราจะไม่ขัดแย้งกับสิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ พระคัมภีร์บรรจุทั้งคำสอนและหลักการของความเป็นจริง คำสอนเป็นรายละเอียดข้อแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ หลักการเป็นแนวทางอย่างกว้างๆเพื่อช่วยให้เราประเมินสถานการณ์สิ่งต่างๆในชีวิตขณะที่เราอยู่บนโลกว่าอะไรถูกต้องและไม่ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้นพระวจนะของพระเจ้ายังเปิดเผยให้เห็นพระทัยและพระลักษณะของพระเจ้า เพื่อที่เราจะรู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัยในทุกสิ่งที่เราทำ

“All Scripture is God-breathed and is useful for teaching, rebuking, correcting and training in righteousness, so that the man of God may be thoroughly equipped for every good work.” (2 Timothy 3:16,17)

“พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะมีความสามารถและพรักพร้อมเพื่อการดีทุกอย่าง” (2 ทิโมธี 3:16,17)

• The Holy Spirit. The Holy Spirit guides us in the ordinary affairs of life and answers us when we seek Him for specific wisdom and direction. He may bring certain relevant Scriptures to our attention which directly answers our particular queries or He may speak in a voice, or give us a vision or a dream which will direct our decisions and movements in life.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะแนะนำเราในกิจกรรมต่างๆของชีวิตให้เรียบง่ายเป็นไปตามปกติของชีวิตและทรงประทานคำตอบแก่เรา เมื่อเราแสวงหาพระองค์เพื่อขอสติปัญญาและทิศทางที่เฉพาะเจาะจง พระองค์อาจจะนำข้อความจากพระคัมภีร์เพื่อการเปิดเผยสำแดงอย่างตรงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของเรา ซึ่งจะเป็นคำตอบโดยตรงในคำถามที่พิเศษเฉพาะของเรา หรือพระองค์อาจจะตรัสหรือพูดในรูปแบบที่เป็นเสียง หรือให้เราเห็นเป็นนิมิตหรือความฝันที่จะให้ทิศทางการตัดสินใจและความประสงค์ที่จะกระทำการใดๆในชีวิตของเรา

“O people of Zion…How gracious he will be when you cry for help. As soon as he hears, he will answer you. Although the Lord gives you the bread of adversity and the water of affliction, your teachers will be hidden no more; with your own eyes you will see them. Whether you turn to the right or to the left, your ears will hear a voice behind you, saying, ‘This is the way; walk in it.’” (Isaiah 30:19-21)

“เออ ประชาชนผู้อยู่ในศิโยน ผู้อาศัยในเยรูซาเล็ม ท่านจะไม่ร้องไห้อีกต่อไป พระองค์จะทรงกรุณาต่อเสียงร้องทูลของท่านอย่างแน่นอน เมื่อพระองค์ได้ยิน พระองค์จะทรงตอบท่าน แม้องค์เจ้านายประทานขนมปังแห่งความยากลำบากและน้ำแห่งความทุกข์ใจแก่พวกท่าน ถึงกระนั้นบรมครูของท่านจะไม่ซ่อนตัวอีกเลย แต่ตาของท่านจะเห็นบรมครูของท่าน และเมื่อท่านหันไปทางขวา หรือหันไปทางซ้าย หูของท่านจะได้ยินคำพูดจากข้างหลังท่านว่า “นี่เป็นหนทาง จงเดินในทางนี้” (อิสยาห์ 30:19-21)

• Counsel from Godly Leaders. God often appoints leaders and pastors to look after our spiritual life. These are God’s servants who are mature in spiritual faith and understand well God’s Word and God’s will. Whenever we are in doubt as to what we should do, it is good to consult them for godly counsel. They may also have special spiritual gifts which they can use to help you. Other times, they may even receive a special word of guidance from God for you in situations that they themselves are not aware of, but God knows and directs them to you.

คำปรึกษาแนะนำตักเตือนจากผู้นำที่ดำเนินอย่างเคร่งครัดในทางพระเจ้า พระเจ้ามักจะแต่งตั้งผู้นำและศิษยาภิบาลเพื่อจะดูแลชีวิตทางจิตวิญญาณของเรา ผู้คนเหล่านี้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าที่มีความเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อทางจิตวิญญาณและเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าและพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นอย่างดี เมื่อใดก็ตามที่เราอยู่ในความสงสัยว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราควรทำ ก็เป็นการดีที่จะปรึกษาผู้นำเหล่านี้เพื่อรับการให้คำปรึกษาที่ดำเนินอย่างเคร่งครัดในทางพระเจ้า นอกจากนี้ผู้นำเหล่านี้อาจมีของประทานพิเศษในฝ่ายวิญญาณที่จะสามารถใช้เพื่อช่วยคุณ บางครั้งท่านเหล่านี้ยังอาจได้รับเป็นถ้อยคำพิเศษที่เป็นคำแนะนำจากพระเจ้าสำหรับคุณในสถานการณ์ต่างๆ ที่พวกผู้นำเองไม่ได้ตระหนักรู้ถึงสิ่งนั้น แต่พระเจ้าทรงรู้และชี้นำทิศทางให้คุณ

“But the Lord said to Ananias, ‘Go to the house of Judas on Straight Street and ask for a man from Tarsus named Saul, for he is praying.’ ….Placing his hands on Saul, he said, ‘Brother Saul, the Lord – Jesus who appeared to you on the road as you were coming here – has sent me so that you may see again and be filled with the Holy Spirit.’” (Acts 9:13-18)

“พระองค์จึงตรัสกับอานาเนียว่า “จงลุกขึ้นไปที่ถนนสายที่เรียกว่า ‘ถนนตรง’ และไปที่บ้านของยูดาสถามหาชายคนหนึ่งจากเมืองทาร์ซัสที่ชื่อเซาโล ตอนนี้เขากำลังอธิษฐานอยู่…. วางมือบนตัวเซาโลกล่าวว่า “พี่เซาโล พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่ปรากฏแก่ท่านระหว่างทางที่ท่านมาที่นี่ ทรงใช้ข้าพเจ้ามาเพื่อให้ท่านมองเห็นอีก และเพื่อให้ท่านเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” ” (กิจการ 9:13-18)

• Wise Judgments. When we are young in faith, the Lord often gives us specific instructions on what to do about specific situations in life. When we grow older, He expects us to use the wisdom and understanding which we have gained from studying the Word and from walking with God. Apply God’s Truth to our circumstances and understand what pleases God and we will know how to make right decisions. Unlike the horse, which gallops ahead impulsively, we walk in step with the Spirit. And unlike the mule, which is stubborn and slow to respond, we learn to step out in faith and obedience even when the way may not be entirely clear.

การตัดสินด้วยสติปัญญา เมื่อเรายังเป็นเด็กในความเชื่อ พระเจ้ามักจะให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงกับเราว่าจะทำอย่างไรเกียวกับสถานการณ์ต่างๆที่เฉพาะเจาะจงในชีวิต เมื่อเราโตขึ้นพระองค์คาดหวังให้เราใช้ปัญญาและความเข้าใจที่เราได้รับจากการศึกษาพระวจนะและจากการเดินกับพระเจ้า ประยุกต์ใช้ความจริงของพระเจ้ากับสถานการณ์ของเราและเรียนรู้จักว่าอะไรที่ทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัย และเราจะรู้วิธีการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่เหมือนกับม้าซึ่งควบพุ่งตรงไปด้วยแรงกระตุ้น แต่เราเดินไปในขั้นตอนกับพระวิญญาณ และไม่เหมือนล่อที่ดื้อดึงและช้าในการตอบสนอง เราได้เรียนรู้ที่จะก้าวออกในความเชื่อและการเชื่อฟังแม้หนทางอาจจะไม่ชัดเจนครบถ้วนทั้งหมด

“I will instruct you and teach you in the way you should go; I will counsel and watch over you. Do not be like the horse or the mule, which have no understanding but must be controlled by the bit and bridle or they will not come to you.” (Psalm 32:8-9)

“เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าและเฝ้าดูเจ้าอยู่ อย่าเป็นเหมือนม้าหรือล่อที่ปราศจากความเข้าใจ ซึ่งต้องติดสายผ่าปากและบังเหียน มิฉะนั้นมันจะไม่มาใกล้เจ้า” (สดุดี 32:8-9)

Therefore, knowing God’s will depends on our knowledge of God. It is like the stages of growth in our life. As a toddler, we needed very specific instructions from our parents on what we should do or not do. But as we mature, we learn discernment and make wise judgments about issues in life based on everything we have learnt from our parents while we were young.

ดังนั้นการรู้พระประสงค์ของพระเจ้าจะขึ้นอยู่กับการรู้จักพระเจ้าของตัวเรา เป็นเหมือนขั้นตอนของการเจริญเติบโตในชีวิตของเรา เหมือนเด็กวัยหัดเดินเราต้องการคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงมากจากพ่อแม่ของเราว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรทำหรือไม่ควรทำ แต่เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่เราเรียนรู้ความเข้าใจและทำการตัดสินพิจารณาด้วยปัญญาเกี่ยวกับปัญหาต่างๆในชีวิตโดยมีมีพื้นฐานจากทุกๆสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากพ่อแม่ของเราในขณะที่เราเป็นเด็ก

It is the same in Christian life, as we grow, we too learn to discern what pleases God and what doesn’t and we make decisions that honor and glorify Him. If our heart is in the right place, God will not let us go astray. We need to step out in faith and trust the Holy Spirit to lead us step by step as we move along. Exciting things happen once we have taken the first right step.

เช่นเดียวกันในชีวิตคริสเตียน ขณะที่เราเติบโตขึ้น เราก็เรียนรู้ที่จะมองอย่างสุขุมว่าอะไรเป็นสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยและไม่พอพระทัย และเราตัดสินใจที่จะให้เกียรติและถวายพระสิริแด่พระองค์ และถ้าใจของเราถูกต้อง พระเจ้าจะไม่ให้เราไปในทางที่ผิด เราจำเป็นต้องก้าวออกไปในความเชื่อและความไว้วางใจพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ที่จะนำเราทีละขั้นตอนขณะที่เราเดินก้าวต่อไป สิ่งต่างๆที่น่าตื่นเต้นจะเกิดขึ้นในแต่ละครั้งเมื่อเราดำเนินก้าวแรกอย่างถูกต้อง

Personal Response
การตอบสนองส่วนบุคคล
• Light-hearted exercise:
แบบฝึกหัดทดสอบใจอย่างง่าย:
o Blindfold a person and let him walk through a maze of obstacles.
ปิดตาคนหนึ่งและให้เขาเดินผ่านทางวกวนของอุปสรรค

o As he walks, assign one group to tell him the wrong way to go; and the other group to tell him the right way.
ในขณะที่เขาเดิน กำหนดให้กลุ่มหนึ่งที่จะบอกทางไปที่ผิดให้เขา; และให้กลุ่มอื่นๆ ที่จะบอกทางที่ถูกแก่เขา

o Feedback on how it feels like to be the blind-folded person.
ให้คนที่ถูกปิดตาบอกว่าเขารู้สึกอย่างไรที่ถูกปิดตา

o Feedback on how it feels like to tell the right way/ wrong way.
ให้กลุ่มที่บอกทางผิด / บอกทางถูกบอก ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร

• Try and recall what Scriptures have to say about the following scenarios:
พยายามและระลึกถึงสิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ต่อไปนี้:

o Scenario #1: A Christian girl falls in love with a man who is not a Christian but who does not oppose her faith. Should she marry him?
สถานการณ์ที่ # 1: หญิงสาวคริสเตียนตกหลุมรักกับผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน แต่ไม่ได้ต่อต้านความเชื่อของเธอ เธอควรจะแต่งงานกับเขาไหม?

o Scenario #2: A Christian finds a good-paying job where he has to work on Sundays and will not be able to attend Church. Should he accept the job offer?

สถานการณ์ที่ # 2: คริสเตียนได้งานที่จ่ายรายได้ที่ดี โดยมีการทำงานในวันอาทิตย์และจะไม่สามารถที่จะเข้าร่วมในคริสตจักร เขาควรจะยอมรับข้อเสนองานหรือไม่?

Comments are closed

  • นักศึกษาที่สมัครเรียนพระคัมภีร์ในโรงเรียนพระคัมภีร์ของ Isom จะได้รับความรุ้ความเข้าใจ ผ่านวิทยากรของสถาบันระดับโลก ซึ่งมีโรงเรียนสาขาต่างกว่า 1000 แห่งจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาผู้นำสู่การฟื้นฟูในอนาคต